ลืมรหัสผ่าน / สมัครสมาชิก

สถิติวันนี้ 4 คน
สถิติเดือนนี้ 274 คน
สถิติปีนี้ 4,332 คน
สถิติทั้งหมด 252,021 คน
ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2554
  • ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ศูนย์ใหญ่ศึกษา วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน
  • ၸုမ်းၾၢႆႇလဵပ်ႈႁဵၼ်းလွင်ႈတႆး ဝိတ်းထယႃးလႆးႀုမ်းႀူၼ်းမႄႈႁွင်ႈသွၼ် ႁူမ်ၸူမ်းႁပ်ႉတွၼ်ႈယူႇၶႃး

กลับหน้าหลัก ฐานข้อมูล

วรรณกรรม

(02/09/2011 เวลา 12:58:49)

วรรณกรรม

แหล่งที่พบ

บ้าน อาจารย์ ประเวช คำสวัสดิ์ เลขที่ 125 หมู่ 8 ถนนขุนลุมประพาส ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พิกัด X = 391634 พิกัด Y = 2132723

บ้าน อาจารย์ ประเสริฐ ประดิษฐ์ เลขที่ 24 หมู่ที่ 1 บ้านปางหมู ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พิกัด X = 319316 พิกัด Y = 2140344

บ้าน นาย สุขชัย เฉลิมผลวงศ์กุล เลขที่ 1 ซอย 1 ถนนสิงหนาทบำรุง ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พิกัด X = 391411 พิกัด Y = 2133930

เจ้าอาวาสวัดพระนอน วัดพระนอน ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พิกัด X = 0391117 พิกัด Y = 2134289

รายละเอียดเกี่ยวกับวรรณกรรม ( สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2542 : 108-123)

วรรณกรรมไทใหญ่มีทั้งที่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ ( Oral Literature) เรียกว่า “ลีกลายป๋ายปาก”และวรรณกรรมประเภทลายลักษณ์อักษร ( Literacy Literature) เรียกว่า “ ลีกลายป๋ายก๋ำ” ลิกลายหมายถึง ลีลาทางภาษา ป๋ายปาก หมายถึง การสื่อสารโดยใช้ปาก (คำพูด) ก๋ำ หมายถึงเครื่องเขียน เช่น ปากกา ดินสอ ฯลฯ

1. วรรณกรรมมุขปาฐะ เป็นการบอกเล่า สั่งสอน แลกเปลี่ยนความรู้ หรือการแสดงออกทางอารมณ์ด้วยทำนองเพลงในโอกาสต่างๆ

1.1 วรรณกรรมประเภทมุขปาฐะเกิดขึ้นจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้

1) ตอนแม่หรือพี่เลี้ยง กำลังเลี้ยงเด็ก เช่น กล่อมเด็ก หรือไกวเปลเด็ก จะร้องกล่อมเด็ก เพื่อให้เด็กหลับ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังก็จะสืบทอดจดจำต่อๆกันมา

2) เมื่อนั่งพักผ่อนพร้อมหน้าพร้อมตากัน มักจะมีการทำนายปริศนาต่างๆ หรือเล่า นิทาน ตำนาน ประวัติต่างๆ จะจดจำถ้อยคำและเรื่องราวไว้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา

3) เมื่อมีการแสดงดนตรี ละคร การร้องรำทำเพลง จะจดจำทำนองเนื้อร้องทำนอง เพลง ไว้สืบทอดต่อกันมา

4) โอกาสที่สนุกสนาน ด้วยการละเล่นพื้นบ้าน หรือพักผ่อน เกิดอารมณ์สุนทรีจะ เปล่งเป็นเพลงสั้นๆ จะจำและนำไปใช้ต่อๆกันไป

5) โอกาสที่บิดามารดาสอนบุตรในการประกอบอาชีพ เช่น วิธีทำไร่ ทำนาวิธีดูฤกษ์ ยาม การสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สอนวิธีถักทอเย็บผ้า ทำอาหาร ฯลฯ จะจดจำและสอนคนรุ่นต่อๆไป

6) ในการฝึกวิชาชีพต่างๆ โดยเฉพาะวิชาช่าง เช่น ช่างตีเหล็ก ช่างเงินช่างทอง ช่าง ไม้ ช่างปูน แกะสลัก จักสาน ช่างปั้น ช่างหล่อ ลงรัก ปิดทอง ฯลฯ อดีตไม่มีการบันทึกจะจดจำเป็นช่วงๆครูสอนศิษย์เป็นทอดๆ

1.2 ประเภทวรรณกรรมมุขปาฐะที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาในแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วย

1) ตำนาน เล่าสืบต่อกันมา ไม่ได้บันทึกไว้เป็นหนังสือในภาษาของชนเผ่าแต่บันทึก ไว้ในเอกสารภาษาอื่น เช่น ตำนานคนไต (ไทใหญ่)

2) นิทานไทใหญ่ (อะปุ่มไต) เป็นนิทานสั้นใช้เล่าสนุกสนานหรือสร้างเสริมปัญญาให้ ข้อคิดในการดำรงชีวิต

2. วรรณกรรมประเภทลายลักษณ์อักษร เป็นการจดบันทึกไว้ใน ที่ต่างๆ เช่น แผ่นไม้ แผ่นหนัง แผ่นหิน และกระดาษ เป็นต้น ประเภทของวรรณกรรมลายลักษณ์อักษร แบ่งกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม คือ ( สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2542 : 108-123)

2.1 ลีกโหลง เป็นวรรณกรรมแบบฉบับ ใช้สำหรับการอ่านในพิธีกรรมต่างๆ หรือเพื่อศึกษาทำความเข้าใจ ไม่นิยมนำไปอ่านประกอบเสียงดนตรี แบ่งลักษณะย่อยๆออกไปอีก คือ

1) กวามแลบ คำประพันธ์ทั่วไป (ร้อยแก้ว)

2) กวามโหลง คำประพันธ์แบบฉบับ ( Classic)

3) กวาม 4 ข้อ คำประพันธ์แบบวรรคละ 4 คำ

4) กวาม 5 ข้อ คำประพันธ์แบบวรรคละ 5 คำ

5) กวาม 2 กิ๋ว คำประพันธ์สัมผัส 2 แห่ง แบ่งเป็น 2 กิ๋ว กวามเลา ทำนองยาวปล่อย 2 กิ๋ว ต่างไข่ ทำนองต่อเติม 2 กิ๋ว ขาด ทำนองสั้น, ห้วน และ 2กิ๋วเคอ ทำนองต่อเนื่องค่อนข้างยาว

6) กวาม 3 กิ่ว แบ่งเป็น 3 กิ๋ว กวามเลา 3 กิ๋ว ต่างไข่ 3 กิ๋วขาด และ 3 กิ๋วเคอ

7) กวามกิ๋วเก๋น คำประพันธ์ที่มีสัมผัสหลายแห่ง และไม่มีกฎเกณฑ์การสัมผัสที่แน่นอน

8) กิ๋วเก๋นกวามเลา คือ กวามกิ่วเก๋นทำนองยาว สำนวนปล่อย

9) กวามเข็วลีกเข็ว คือ จดหมายรัก

10) กวามก้องก่าย คือ บทความที่มีสัมผัสในลักษณะต่างๆ

11) กวามกั๊บถูก ได้แก่ สุภาษิตคำพังเพย

12) วรรณกรรมประเภทคำสอนสั่ง เช่นคำสอนให้รู้จักรักหนังสือและภาษาไต

2.2 ลีกอ่อน เป็นวรรณกรรมประเภทเพลงร้องมีทั้งคำประพันธ์แบบฉบับและคำประพันธ์ที่ไม่เป็นแบบฉบับ แบ่งเป็นแนวเพลงได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

2.2.1 เพลงไตเก่า มีทั้งหมด 14 ทำนอง มีทั้งแนวการร้องที่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ และแนวการร้องที่ไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ

1) กวามล่องคงตอนเหนือ เป็นทำนองเยือกเย็นร้องประกอบดนตรีตอยอ

2) กวามตอลอ เดิมเป็นเพลงขอทาน ร้องประกอบดนตรีตอลอ หมากพร้าวหรือตอยอ

3) กวามหยอบย่อย เป็นทำนองที่เน้นระดับเสียงขึ้นลง มีเอื้อนตอนท้าย ร้องประกอบดนตรีตอยอ

4) กวามปานแซง เป็นเพลงร้องประกอบท่าทาง ร้องประกอบเครื่องดนตรีจ้าดไต

5) กวามจ้าด เป็นเพลงร้องในการแสดงจ้าดไต ร้องอวยพร ร้องอบรมสั่งสอน ประกอบเครื่องดนตรีจ้าดไต

6) กวามกย้อกั๋น (เพลงโต้ตอบ) เป็นเพลงโต้ตอบเกี้ยวพาราสี ระหว่างชายหญิง พระเอกนางเอก ประกอบดนตรีจ้าดไต

7) กวามหลั่นต้าง เป็นเพลงที่มีลีลาการร้องเป็นวรรคๆ ไม่มีดนตรีประกอบ

8) กวามว้อกลีกเขียว เป็นเพลงร้องบรรยายจดหมายรักไม่มีดนตรีประกอบ

9) กวามเซกุง (กวามโหลง) เป็นแม่แบบทำนองในการอ่านหนังสือธรรมะไทใหญ่ ไม่มีดนตรีประกอบ

10) กวามเขียวต้องลิด เป็นกวามร้องแบบอ่านกลอน คล้ายการร่ายยาวจดหมายร้องประกอบเครื่องดนตรี ปี่ต้องลิด

11) กวามเอ่เฮ เป็นเพลงพื้นบ้านทำนองสั้น ใช้ร้องสนุกสนาน ในการแห่เครื่องไทยทานปอยส่างลอง ร้องประกอบการตีกลองก้นยาว

12) กวามนกกือ เป็นการร้องเลียนเสียง และลีลาของนกกือ (นกเขาใหญ่)ใช้ร้องเกี้ยวพาราสีไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ

13) กวามอือลูกอ่อน (เพลงกล่อมเด็ก) ใช้ร้องกล่อมเด็กนอนมีการเอื้อนเสียง ถ้าเป็นเพลงอุ่งจา จะร้องเป็นท่อนๆ ไม่มีดนตรีประกอบ

14) กวามล่องคงตอนใต้ ผู้แต่งแนวทำนองนี้ คือ จเรปางหมู เป็นการนำคำประพันธ์ในลีกโหลง มาใส่ทำนองเป็นกวามอ่อน เป็นคำประพันธ์ที่มีรูปแบบการสัมผัส เป็นกวามสองกิ๋ว สามกิ๋ว หรือสี่กิ๋ว ใช้ร้องรื่นรม

เกี้ยวพาราสี นิยมร้องตั้งแต่รัฐฉานตอนใต้จนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ

2 .2.2 เพลงไตใหม่ เป็นการร้องและบรรเลง ตามแนวทำนองเพลงสากลทั่วๆไปมีความนิยมในกลุ่มเยาวชน นักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น จายสายเมา จายเจิงหาญ

ตัวอย่างนิทานไทใหญ่

1. ตำนานรักขุนสามลอและนางอูเป่ม

นานมาแล้ว ณ เมืองเชียงตอง รัฐฉานมีเศรษฐีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อ นายอูติ่งนะ ส่วนภรรยาชื่อนางกั่นทะก่านโหย่ง ทั้งสองแต่งงานกันมาหลายปีจึงมีบุตรชายคนแรกและคนเดียวชื่อ “ขุนสามลอ” เมื่อเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มรูปงามที่สาวน้อยสาวใหญ่พากันหลงรัก แต่มีหญิงสาวอยู่คนหนึ่งชื่อ “นางอูแปม” ที่แม่ของขุนสามลออยากได้เป็นลูกสะใภ้ แต่บุตรชายกลับไม่เคยสนใจหญิงใดเลย เมื่อถูกแม่รบเร้าให้แต่งงานกับนางอูแปมบ่อยเข้า ขุนสามลอจึงหาทางหลบเลี่ยงด้วยการ เดินทางไปค้าขายทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐฉาน ระหว่างทางเขาได้แวะพักที่เมืองกึ๋ง และที่นี่เองที่ทำให้ขุนสามลอพบรักกับนางอูเป่ม สาวงามที่สุดของเมืองนี้ หลังจากพบรักกันไม่นาน ทั้งคู่ก็ตัดสินใจร่วมหอลงโรงไม่นานนักนางอูเป่มก็ตั้งท้องได้ 4 เดือน ขุนสามลอจึงพาเมียรักกลับไปยังบ้านเกิด เมื่อทั้งสองกลับไปถึงนางกั่นทะก่านโหย่งไม่พอใจอย่างมากที่ขุนสามลอแอบหนี ไปแต่งงานกับสาวอื่นที่ไม่ใช่นางอูแปม คู่หมั้นคู่หมายที่นางกั่นทะโหย่งหาให้ แม่ผัวจึงไม่ชอบหน้าลูกสะใภ้เป็นอย่างมากและหาทางกลั้นแกล้งต่างๆ นานาในช่วงที่ขุนสามลอออกไปค้าขายต่างเมือง

(สืบค้นจาก www.salweennews.org/index.php?view=article&id= 312 )

วันหนึ่ง ฝ่ายแม่ผัวออกอุบายให้ลูกสะใภ้ออกไปเดินเล่นน้ำ ที่ท่าน้ำ ระหว่างนั้นแอบทำกับดักโดยซ่อนของมีคมไว้ใต้บันไดที่แกล้งทำให้ชำรุดไว้ เมื่อนางอูเป่มกลับมาจากท่าน้ำและขึ้นบันได นางจึงเสียหลักล้มลงใส่กับดักจนแท้งลูก นางรู้ดีว่าเป็นฝีมือแม่สามีจึงหนีกลับบ้านเกิดที่เมืองกึ๋งทันที นางอูเป่มนำศพของลูกไปวางไว้ที่ตอไม้แห่งหนึ่งและกล่าวว่า “ไม่ว่าพ่อของลูกจะอยู่ที่ไหน ลูกจงตามหาพ่อของเจ้า” ไม่ นานนักทารกน้อยนั้นก็กลายร่างเป็นนกแล้วส่งเสียงเรียก “ต้องลอ ต้องลอ” (คนไทใหญ่ตั้งชื่อนกชนิดนี้ว่า “นกต้องลอ” โดยเชื่อว่าเสียงร้อง “ต้องลอ” เป็นเสียงเรียกหาพ่อตามตำนานเรื่องขุนสามลอ) เมื่อนางอูเป่มกลับมาถึงเมืองกึ๋งก็เสียชีวิตในอ้อมกอดพ่อแม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ขุนสามลอกลับมาจากการค้าขาย เมื่อไม่พบ เมียรักจึงออกเดินทางไปตามหานางที่เมืองกึ่ง ระหว่างทางพบนกต้องลอส่งเสียงร้องเหมือนกับเรียกหาพ่อ เมื่อได้มาถึงเมืองกึ๋งจึงได้รู้ว่านางอูเป่มได้เสียชีวิตแล้ว ขุนสามลอจึงใช้ดาบแทงตัวตายตามเมียรักไป ระหว่างจัดพิธีงานศพของทั้งคู่ นางกั่นทะก่านโหย่งได้นำเอาไม้คานซึ่งเป็นไม้มี 3 ตามาคั่นระหว่างศพของคนทั้งสอง เพื่อขัดขวางไม่ให้พบรักกันอีกในชาติหน้า ความเชื่อดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องดวงดาวของชาวไทใหญ่ที่ว่า หากมองเห็นดวงดาวสองดวงอยู่ตรงข้ามกันและมีกลุ่มดาวเล็กๆสามดวงเรียงตัวกัน กั้นกลางดวงดาวคู่นั้น นั่นหมายถึงไม้ไผ่ที่นางกั่นทะโหย่งนำไปกั้นศพของทั้งคู่เอาไว้

(สืบค้นจาก www.salweennews.org/index.php?view=article&id= 312 )

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าสืบขานกันต่อมาอีกว่า ก่อนที่นางอูเป่ม จะตายได้อธิฐานไว้ว่า อย่าให้หญิงสาวเมืองกึ๋งมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม เพราะไม่อยากให้ประสบพบเจอเหมือนตน ซึ่งยังไม่มีใครยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ แต่สำหรับตำนานรักเรื่องนี้ชาวไทใหญ่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง เพราะมีชื่อเมืองต่างๆ ที่ปรากฏอยู่จริงในรัฐฉาน และเป็นตำนานที่โด่งดังมากจนนักร้องไทใหญ่นำไปแต่งเป็นเพลงทำให้ตำนานนี้ เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่มาจนถึงทุกวันนี้ (สืบค้นจาก www.salweennews.org/index.php?view=article&id= 312 )

2. อลองเลี้ยงแป๊ะ (พระราชาเลี้ยงแพะ)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าหม่อง มีพระมเหสีชื่อว่า พระนางโทย ต่อมาพระนางโทยได้ล้มป่วยลง ต้องหาดอกไม้ที่ชื่อว่า “อาซ่าวาตี่” มารักษาจึงจะหาย พระราชาจึงอาสาไปหาดอกไม้ชนิดนั้นเพื่อนำมารักษาพระมเหสี พระองค์เดินไปพบฤๅษีตนหนึ่งจึงตรัสถามว่า “ จะหาดอกอาซ่าวาตี่ได้ที่ใด ” ฤๅษีตอบว่า “ดอกอาซ่าวาตี่ไม่มีในเมืองมนุษย์ แต่มีในเมืองผี ” พระราชาจึงตรัสถามต่ออีกว่า “ แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะนำดอกอาซ่าวาตี่มาได้ ” ฤๅษีตอบว่า “ มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นคือ อีกเจ็ดวันข้างหน้า จะมีธิดาแห่งเมืองผีเจ็ดองค์ ลงมาอาบน้ำในเมืองมนุษย์ พอครบเจ็ดวันตามที่ฤๅษีบอก พระราชาก็ไปรออยู่ที่สระน้ำ พอธิดาทั้งเจ็ดลงมาอาบน้ำ พระราชาก็คว้าเอาเสื้อผ้าของธิดาองค์ที่เจ็ดไว้ แล้วบอกให้ธิดาทั้งหกกลับไปนำดอกอาซ่าวาตี่มาแลกกับเสื้อผ้าของนาง แต่ธิดาทั้งหกกลับนำกลองมามอบให้พระราชา พระราชาทรงทูลถามว่า “ เอากลองมาทำไม เราไม่ต้องการกลอง ” ธิดาทั้งหกก็ตอบว่า “ กลองนี้เป็นกลองวิเศษ หากต้องการสิ่งใดให้ตีกลอง 1 ครั้ง ก็จะได้สิ่งนั้นสมปรารถนา แต่หากต้องการเรียกธิดาทั้งเจ็ดให้ตีกลอง 3 ครั้ง ในที่สุดพระราชาก็คืนเสื้อผ้าให้กับธิดาองค์ที่เจ็ดตามที่ได้สัญญาไว้ แล้วพระราชาก็นำกลองไปตี 1 ครั้งเพื่อขอดอกอาซ่าวาตี่ แล้วก็นำไปรักษาพระมเหสีจนหายจากการเจ็บป่วย และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ( ประเสริฐ ประดิษฐ์ 2550 : 1-3)

3. แมงอี่นิ่ว (ลูกแมลงปอ)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่คนหนึ่งฐานะยากจน นางมีลูกถึงสิบคน เพราะความยากจนไม่มีอะไรเลี้ยงดูลูกของตน จึงนำลูกไปปล่อยไว้ในป่าเพื่อให้มีชีวิตรอดด้วยการหากินของป่า แล้วนางก็กลับมาปลูกข้าวเพื่อเตรียมไว้เลี้ยงลูก หากได้ข้าวแล้วจึงค่อยกลับไปในป่าเพื่อรับลูกของนางกลับมาเลี้ยงดู ต่อมาเมื่อนางเก็บเกี่ยวข้าวได้มากแล้ว จึงไปตามหาลูกในป่า ปรากฏว่าลูกของนางทั้งสิบได้กลายเป็นลิง จะเรียกกลับมาอย่างไรก็ไม่ยอม นางเสียใจมากเดินทางกลับบ้าน โดยร้องห่มร้องไห้ใช้มือปาดน้ำตาไปตลอดทางระหว่างเดินข้ามสะพานนางได้ตก สะพานแล้วเสียชีวิตกลายเป็นแมงอี่นิ่วจนถึงปัจจุบันนี้ (ประเสริฐ ประดิษฐ์ 2550 : 1-3)

4. กวามอุบอ่ำเข้ากั๋น (พูดไม่เข้ากัน)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามคนพ่อ แม่ ลูก พูดจาสื่อสารไม่เข้าใจกัน ต่อมาวันหนึ่งผู้เป็นพ่อได้ไปหาของป่า ผู้เป็นแม่ไปตลาด สำหรับลูกสาวทำหน้าที่เฝ้าบ้าน บังเอิญมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาเพื่อหาซื้อควาย มองเห็นควายที่ผูกไว้ในบริเวณบ้านจึงร้องถามผู้เป็นลูกสาวว่า “ ความตัวนี้จะขายไหม ” ลูกสาวจึงตอบว่า “ ถ้าแม่กลับมาจะถามแม่ดูก่อน ” ไม่นานแม่ก็กลับมาจากตลาด ลูกสาวจึงบอกกับแม่ว่า “ เมื่อตะกี้นี้มีคนมาถามซื้อควายแม่จะขายไหม ” ผู้เป็นแม่ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบว่า “ เองอายุยังน้อย อยากได้ผัวแล้วหรือ ถ้าพ่อเองกลับมาข้าจะฟ้องพ่อเองคอยดู ” แล้วก็นั่งลงบ่นพึมพำอยู่เพียงคนเดียว พอตกค่ำ ผู้เป็นพ่อก็กลับจากหาของป่ามาถึงบ้าน ผู้เป็นแม่ของลูกสาวก็ฟ้องพ่อทันที “ พ่อสู อี่นางมันอยากได้ผัว สูจะว่าอย่างไร ” แล้วก็นั่งลงข้างๆผัวเพื่อรอฟังคำตอบ ส่วนผัวก็นึกว่าเมียตำหนิตนเองว่าเป็นคนตด ก็โกรธ จึงนำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องเจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้าน โดยบอกกับเจ้าอาวาสวัดว่า “ อาจารย์ ครับ ผมทำงานมาเหนื่อย พอมาถึงบ้านเมียของผมก็ด่าว่าผมตดเหม็น ผมมาฟ้องท่านอาจารย์ขอท่านอาจารย์ช่วยสั่งสอนตักเตือนเมียผมด้วย ” พอเจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นก็นึกว่าอุบาสกมาขอให้สึกจากพระ จึงตอบว่า “ ถ้าอยากให้อาตมาสึก อาตมาก็จะสึกเดี๋ยวนี้แหละ ” ว่าแล้วก็ถอดสบงจีวรนุ่งผ้าธรรมดากลับไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นคนธรรมดา สามัญเหมือนเดิม (ประเสริฐ ประดิษฐ์ 2550 : 1-3)

5. โกนอ่ำฮู้จั๊กฮ้าง (คนไม่รู้จักรูปตนเอง)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบท อยู่มาวันหนึ่งสามีไปอาบน้ำที่ท่าน้ำท้ายหมู่บ้านได้พบกระจกเงาอันหนึ่ง เมื่อส่องดูเห็นรูปตัวเองในกระจกเงาก็เข้าใจว่า เป็นรูปของคุณปู่ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว เนื่องจากตัวเองมีหน้าตาคล้ายคุณปู่นั่นเอง จึงนำกระจกเงาดังกล่าวกลับบ้านแล้วนำไปเก็บซ่อนไว้ในหีบเสื้อผ้า ต่อมาผู้เป็นภรรยาได้ไปค้นเสื้อผ้าในหีบพบกระจกเงาที่สามีซ่อนไว้ แล้วส่องดูตัวเอง ก็เข้าใจว่ารูปตัวเองในกระจกเงานั้นเป็นรูปเมียน้อยที่สามีของนางได้นำมา ซ่อนไว้ จึงไปต่อว่าต่อขานสามีเป็นการใหญ่ สามีก็ได้ถามว่า “ ฉันทำอะไรผิด เธอจึงมาต่อว่าฉัน ” ภรรยาก็ตอบว่า “ เธอคิดไม่ซื่อไปมีเมียน้อยแล้วนำรูปเมียน้อยมาซ่อนไว้ในหีบ ” สามีก็ตอบว่า “ ไม่ใช่นั่นมันรูปปู่ของฉัน ” ภรรยาก็เถียงว่า “ ปู่เธอทำไมเป็นผู้หญิง ” สามีก็ตอบว่า “ เป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง ” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปเอากระจกเงามาส่องดูต่อหน้าภรรยาเห็นรูปตัวเองในกระจก เงา แล้วจึงพูดว่า “ นี่ไงปู่ของฉันเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง ” ผู้เป็นภรรยาไม่หายข้องใจจึงคว้าเอากระจกเงาไปส่องดูก็พบรูปตัวเองในกระจก เงา แล้วก็พูดว่า “ นี่ไงผู้หญิง เมียน้อยของเธอนั่นไง ” เถียงกันไปเถียงกันมายังหาข้อยุติไม่ได้ ในที่สุดผู้เป็นสามีก็บอกว่า “ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เราเอากระจกเงานี้ไปให้เจ้าอาวาสดูเพื่อเป็นผู้ตัดสิน ” ฝ่ายภรรยาก็ตกลง ทั้งคู่จึงพากันเดินไปยังวัดในหมู่บ้าน แล้วยื่นกระจกเงาอันนั้นให้เจ้าอาวาสดู ผู้เป็นสามีได้พูดว่า ” อาจารย์ช่วยดูหน่อยครับ เป็นรูปปู่ของผมใช่ไหมเมียผมหาว่าเป็นรูปเมียน้อยของผม แล้วก็โกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟ ผมมาคิดดูแล้วมีแต่อาจารย์นี่แหละที่จำปู่ของผมได้ เจ้าอาวาสก็ตอบว่า “ ถ้าเป็นปู่ของโยม อาตมาย่อมจำได้ดีเสมอ ” ว่าแล้วจึงหยิบกระจกเงาขึ้นมาดู เห็นรูปตัวเองในกระจกเงาก็เข้าใจว่าเป็นรูปของเจ้าอาวาสองค์ก่อนที่มรณภาพไป แล้ว จึงตอบว่า “ รูปปู่ของโยมก็ไม่ใช่ รูปเมียน้อยของโยมก็ไม่ใช่ นี่เป็นรูปของเจ้าอาวาสองค์ก่อน ” ว่าแล้วก็นำกระจกเก็บไว้ในย่าม ทั้งสองคนผัวเมียก็โล่งใจเลิกทะเลาะกัน เดินลงจากวัดไปอย่างมีความสุข (ประเสริฐ ประดิษฐ์ 2550 : 1-3)

6. จิกจอก (สืบค้นจาก http://www.lannaworld.com/story/tales/jigjog.html )

ครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองได้สั่งให้จิกจอกเข้าพบโดยส่งหนังสือไปว่า “พรุ่งนี้ให้เข้าเฝ้า” แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็ ยังไม่ไป จน 7 – 8 วันก็แล้วเขาก็ยังไม่ไป เจ้าเมืองโกรธจึงไปตามเจ้าจิกจอกถึงบ้าน เมื่อไปถึงก็ถามว่า ทำไมจึงไม่เข้าเฝ้า เจ้าจิกจอกก็ว่า วันนี้ยังไม่ถึงพรุ่งนี้เลย ตนก็เลยยังไม่ไป เจ้าเมืองก็จนปัญญา และทำอะไรจิกจอกไม่ได้ เพราะตนเองไม่ได้เขียนวันที่ไว้ อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าเมืองไปยืมเงินมาจากแม่หม้ายคนหนึ่งและสัญญาว่าอีกสอง เดือนจะใช้คืนให้ ต่อมาเมื่อครบสองเดือนแม่หม้ายมาทวงเงินคืน เจ้าเมืองก็ไม่ยอมให้ อ้างว่าเดือนยังมีดวงเดียวอยู่ แม้จะทวง ถึง 2 – 3 ครั้งก็ไม่ได้คืน ต่อมานางจึงไปหาจิกจอก ซึ่งจิกจอกก็พานางไปหาเจ้าเมืองพร้อมกับเอาขันน้ำ ไปด้วยและเรียกเจ้าเมืองมา และถามว่าทำไมไม่ใช้เงินแก่เขา เจ้าเมืองก็ว่ายังไม่มีสองเดือน จิกจอก จึงชี้ให้เจ้าเมืองดูในขันน้ำ ก็เห็นเดือนอีกดวงหนึ่ง เจ้าเมืองจึงต้องใช้เงินแก่แม่หม้ายนั้นไป

วันหนึ่งเจ้าจิกจอกคิดสนุกขึ้นมาอยากจะหลอกชาวเมืองจึงเที่ยวไปประกาศว่า ที่บ้านของตนมีใบพลู ใหญ่ขนาดปูนอนได้ ชาวเมืองได้ยินดังนั้นก็เกิดความอยากเห็นว่าใบพลูอะไรใหญ่ขนาดนั้นจึงพากัน ไปที่บ้าน ของจิกจอก เมื่อไปถึงจิกจอกก็เอาใบพลูขนาดธรรมดานี่เองมาวางบนเสื่อแล้วปูนอน ชาวบ้านจึงรู้ว่าจิกจอกหลอกเอาเสียแล้ว

ครั้งนั้นพระยาเจ้าเมืองมีช้างพลายเชือกหนึ่ง และชาวบ้านก็มีช้างพังอีกเชือกหนึ่งมา ช้างพังนั้น เกิดลูกเป็นช้างเผือก เมื่อพระยาเจ้าเมืองทราบก็อยากได้ช้างเผือกนั้น จึงบอกชาวบ้านนั้นว่าช้างเผือก นั้นเป็นช้างที่เกิดจากช้างของตน แต่ชาวบ้านไม่ยอม เจ้าเมืองจึงให้คนไปตามเอาจิกจอกมาช่วยตัดสิน แต่รอเท่าไรจิกจอกก็ไม่มาสักที จึงตามไปถึงบ้าน ถามว่าสั่งให้มาทำไมไม่มา จิกจอกก็ว่า มาไม่ได้เพราะ เกาะทรายถูกไฟไหม้จึงข้ามไปไม่ได้ เจ้าเมืองก็ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เกาะทรายจะถูกไฟไหม้ จิกจอกจึงย้อน ตอบไปว่า ก็นั่นแหละ เกาะนั้นไฟย่อมไม่ไหม้ เช่นเดียวกับช้างพลายของท่านเจ้าเมือง ก็ย่อมไม่สามารถ เกิดลูกได้เหมือนกัน เจ้าเมืองจึงจนปัญญาและยอมแพ้แก่เจ้าของช้างเผือกนั้น เมื่อเจ้าแผ่นดินรู้ว่าเจ้าจิกจอกไม่เข้าข้างตนก็โกรธและไล่ให้ไปอยู่ที่ อื่น และสั่งว่าถ้าแผ่นดินไม่พลิกกลับ ก็อย่าได้กลับมาให้เห็นหน้าอีก เขาก็ออกจากเมืองนั่นไป พอถึงฤดูฝน เจ้าจิกจอกก็กลับมา เมื่อเจ้าเมืองเห็นก็จะฆ่าเขาแต่จิกจอกก็แก้ตัวว่าก็เดี๋ยวนี้แผ่นดิน พลิกกลับแล้ว ไม่เชื่อก็ไปดูที่ทุ่งนา ชาวนา เขากำลังไถนาพลิกแผ่นดินอยู่นั่น เจ้าเมืองก็ต้องเสียทีแก่จิกจอกและยอมให้เขาอยู่ต่อไป

ครั้งหนึ่งพระที่วัดนั้นแอบไปสังวาสกับม้าของวัด และจิกจอกแอบไปเห็นเข้าจึงคิดจะแกล้งพระ เขาจึงเอาไฟไปจี้อวัยวะเพศของม้านั้น ต่อมาพระก็แอบไปทำอีกแต่ครั้งนี้ม้าเจ็บจึงเตะเอาพระรูปนั้น พระก็ โกรธจึงให้จิกจอกเอาม้าไปขายเสีย จิกจอกจึงเอาม้าไปขายได้เงินมาก็เก็บเอาไว้ ไม่ยอมให้พระโดย อ้างว่าเจ้าของเขานัดให้ไปเอาเดือนหน้า ต่อมาเมื่อถึงกำหนดที่จะต้องไปเอาเงิน พระใช้จิกจอกไปทวงเงิน จิกจอกกทำทีไปทวงแต่ก็กลับมาบอกกับพระ ว่ายังไม่ได้ และตอนนี้ม้าตัวนั้นก็เกิดออกลูกมาตัวหนึ่ง มีหน้าตาเหมือนพระมาก พระกลัวว่าเรื่องจะแตกเพราะตนเองได้สังวาสกับม้า จึงบอกจิกจอกว่าไม่ต้อง ไปทวงแล้ว ยกให้เขาไปเถอะ(สืบค้นจาก

ครั้งหนึ่งจิกจอกมีความผิดร้ายแรง เจ้าเมืองจึงจะประหารชีวิตในอีก 7 วันข้างหน้าแล้ว เขาก็จับ เอาจิกจอกใส่กรงไปแขวนไว้ที่ริมฝั่งน้ำ บังเอิญตอนนั้นมีเรือสินค้าจากจีนผ่านมาในแม่น้ำและเห็นกรงที่ เขาเอาจิกจอกใส่แขวนอยู่ริมฝั่งน้ำ ก็เกิดความสงสัยจึงเข้าไปถามว่าทำไมถึงถูกจับขัง ด้วยปฏิภาณที่ไว จิกจอกก็บอกว่าคนในเมืองนี้จะเอาเขาเป็นเจ้าเมือง เขาไม่ยอมเป็น พวกนั้นจึงนำเขามาทดลองความ อดทนอยู่ที่นี่ อีก 7 วัน เขาก็จะมารับเอาไปเป็นเจ้าเมือง แล้วจิกจอกก็ว่า ถ้าท่านอยากเป็นเจ้าเมือง ก็เข้ามาอยู่แทนเราสิ เจ้าของเรือนั่นก็หลงเชื่อว่าเป็นจริงจึงยอมเข้ามาอยู่ในกรงแทนและได้ยกเรือ นั้น ให้เจ้าจิกจอกไป ครั้นอีก 7 วันต่อมา พวกชาวเมืองก็มาตัดเชือกกรงนั้นให้จมน้ำ เจ้าของเรือก็ตายแทน เจ้าจิกจอก ฝ่ายเจ้าจิกจอกนั้นก็ได้กลับไปหาเจ้าเมืองอีก เมื่อเจ้าเมืองเห็นก็ประหลาดใจเพราะคิดว่าจิกจอกจมน้ำตายไปแล้ว ซึ่งจิกจอกก็ตอบว่าตนเองได้ ตายไปแล้ว ได้ไปพบปู่ย่าตายายของเจ้าเมืองหลายคนที่ตายไป และคนเหล่านั้นได้สั่งให้ตนเองมาบอกแก่ เจ้าเมืองว่าให้ไปพบ เขาจะมอบทรัพย์สมบัติหลายอย่างให้ เจ้าเมืองก็เกิดอยากได้สมบัติจึงให้คนสร้าง กรงและเอาญาติพี่น้องไปด้วยมากมายแล้วก็ปล่อยให้จมน้ำไปจริง ๆ

7. ไอ้ยี่กั่นพร้า (นิทานของชาวไทใหญ่)

ยังมีเมืองเมืองหนึ่ง เจ้าเมืองมีธิดาถึงเจ็ดนางซึ่งเมื่อถึงวัยที่ควรมีคู่ครองแล้ว เจ้าเมืองก็หาคู่ให้ พี่ทั้ง 6 นางแล้ว สำหรับคนสุดท้องนั้น ก็มีเจ้าเมืองต่าง ๆ มาสู่ขอ แต่เจ้าเมืองผู้พ่อก็ไม่ยอมยกให้ใคร แต่บอกว่าถ้าใครเอาข้าวเปลือกเมล็ดหนึ่งไปลงทุนค้าขายแล้วให้ได้กำไรคืนเป็น ข้าว 3 ต๋าง(6 ถัง)กลับ มาก็จะยกลูกสาวให้ เจ้าเมืองต่าง ๆ ก็ทำไม่ได้ มีชายคนหนึ่งชื่อไอ้ยี่กั่นพร้า คือคนชื่อ “ยี่”เป็นคนทำมีดสั้นยาว ขายเลี้ยงชีพ เมื่อได้ยินข่าวก็มาหา เจ้าเมืองรับอาสาไปทำและจะทำให้ได้เพิ่มขึ้นอีกถึง 7 ต๋าง แล้วต่างฝ่ายจึงทำสัญญากัน มันบอกแก่เจ้า เมืองว่าต้องการคน 4 คนที่มีกำลังแต่ละคนเท่าช้างสาร 7 ตัว แล้วจึงพากันไปค้าขาย ระหว่างเดินทาง พบปอที่ทำเชือกก็ให้ลูกน้องเอาปอทำเป็นเชือกเส้นเล็กเส้นใหญ่ไว้ ลูกน้องทั้ง 4 คนปรึกษากันคิดว่ามันคงทำไม่สำเร็จ พอมาถึงต้นโพธิ์ มันก็ขึ้นไปนั่งทำสายเบ็ดบนกิ่งต้นโพธิ์ พอลงมาก็บอก ให้ 4 คนเป็นพยานและเป็นลูกน้องมันแล้วมันจึงเอาข้าวเมล็ดนั้นเผาไฟจนแตกบานแล้วมา เสียดเป็นเหยื่อ เบ็ดตกปลา ได้ปลาตัวน้อย ๆ ตัวหนึ่งก็เอาทำเป็นเหยื่อตกต่อไปอีก ได้ปลาตัวใหญ่ขึ้นมาก็ทำเป็นเหยื่อ อีกพร้อมทั้งเปลี่ยนขนาดเบ็ดและสายเบ็ดไปด้วยจึงได้ปลาตัวขนาดใหญ่มา ให้ 4 คนช่วยดึงขึ้นฝั่ง ผ่าท้อง ปลาและตากแห้ง ให้ 4 คนหาบเข้าเมือง มีคนถามซื้อก็ไม่ขาย แต่จะเอาแลกกับข้าวเปลือก โดยแบ่ง เนื้อปลาแลกข้าวเปลือกไปเรื่อย ๆ จนได้ข้าวมากว่า 7 ต๋าง ได้ถึง 20 – 30 ต๋าง มันจึงกลับเข้าเมือง ให้ลูกน้อง 4 คน เล่าให้เจ้าเมืองฟัง เจ้าเมืองจึงยกลูกสาวให้ (สืบค้นจาก http://www.lannaworld.com/story/tales/yeganpra.html )

ฝ่ายเจ้าหัวเมืองต่าง ๆ รู้ข่าวจึงนินทาว่าได้ลูกเขยเป็นคนจนเป็นคนหาปลา เจ้าเมือง พ่อตาของมัน อับอาย จึงไล่ 2 ผัวเมียไปอยู่นอกเมือง ต่อมาพี่เขยทั้ง 6 คิดออกไปค้าขายโดยเรือสำเภา ซึ่งฝ่าย แม่ยายก็ให้เงินและทองไป 3 พันชั่ง เมียจึงเอามาให้ผัวไปค้าขายกับพี่เขยทั้ง 6 คน พี่เขยทั้ง 6 ก็ตกลงว่าถ้าจะไปด้วยก็ตกลง ดังนั้นจึงให้ลูกน้องทั้ง 4 คนไปหา “กุ่น” (สิ่งของเครื่องใช้) ระหว่างที่กำลังหากุ่นนั้น ลูกน้องถามว่าจะหากุ่นหาที่ไหนได้ ไอ้ยี่กั่นพร้าบอกว่าเดินหาไปข้างหน้าเรื่อย ๆ และต่อมาก็พบนกยางจึงสั่งให้ไล่จับ นกยางก็บินหนี แล้วสั่งให้ 4 คนไล่เหยียบเงาของนกยางนั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนกยางบินหมดแรงตกลงมา ก็บอกให้จับและบอกว่านี่คือ “กุ่น” จากนั้นก็เดินทางไปค้าขายกับ พี่เขยทั้ง 6 คนในทะเล จนไปถึงเมืองแห่งหนึ่ง จึงบอกขอแยกทางและพักที่เมืองนี้ ถ้าพี่เขยกลับมาให้ มารับที่นี้ด้วย(สืบค้นจาก http://www.lannaworld.com/story/tales/yeganpra.html )

พอถึงเมือง ไอ้ยี่กั่นพร้าก็สั่งให้ลูกน้องสร้างที่พักให้นกยางสูงถึง 7 ชั้นและก็จุดเทียนทำอาหารเพื่อ บูชานกยางนั้น เมื่อมีเด็กเลี้ยงควายมาดู มันจึงแบ่งทองให้ไปคนละ”แป” (5 สตางค์) เด็กก็กลับไปบอก พ่อแม่ว่าคนที่มาอยู่ริมฝั่งน้ำให้ทองมา พ่อแม่ของเด็กก็มาดูมันก็ให้ทองกลับไปคนละมู (10 สตางค์) ต่อมา มีเจ้านายผู้ใหญ่บ้าน กำนันมาดูมันก็ให้ทองกลับไปคนละ”มาด” (20 สตางค์) มีนายอำเภอ ข้าราชการ มาดูมันก็ให้ทองคนละ”จาบ”(บาท)กลับไปอีก จนเจ้าเมืองนี้สงสัยจึงส่งลูกน้องมาดูว่าทำไมมันจึงร่ำรวย และแจกทองได้ ลูกน้องของเจ้าเมืองก็มาถามว่าได้ทองมาจากไหน มันก็บอกว่าได้มาจากนกยางวิเศษ โดยนกขี้ออกมาเป็นทอง แล้วลูกน้องเจ้าเมืองก็กลับไปบอกเจ้าเมือง เจ้าเมืองก็คิดอยากจะได้นกยางตัวนั้น จึงวางแผนสั่งให้ลูกน้องมาบอกว่า ไอ้ยี่กั่นพร้าเป็นคนขโมยนกของเมืองนี้มาทำให้บรรดาเศรษฐีของเมืองนี้กลาย เป็นคนยากจนไปหมด

(สืบค้นจาก http://www.lannaworld.com/story/tales/yeganpra.html )

แต่ไอ้ยี่กั่นพร้าก็สั่งลูกน้องทั้ง 4 คนจับลูกน้องเจ้าเมืองไว้ ต่อมาเจ้าเมืองก็สั่งคนมาทวงเอานกอยู่ เรื่อย ๆ มันก็จับไว้หมดจนและบอกว่าเจ้าเมืองเลี้ยงขโมยไว้ เจ้าเมืองก็ขอร้องให้มันปล่อยคนทั้งหมดที่ จับไว้ โดยจะว่ายกเมืองให้เป็นเมืองขึ้นของมันพร้อมกับให้เพชรอีก 3 เม็ดโตเท่าไข่ไก่มี 3 สี ดำ แดง และเขียว มันจึงเอาแต่เพชรแล้วปล่อยคนทั้งหมด และยกเมืองให้เจ้าเมืองครองแต่ต้องเป็นเมืองขึ้นของไอ้ยี่กั่นพร้า ส่วนเพชร 3 เม็ดนั้น มันก็เอาขี้วัวมาทาจนไม่เห็นสีเพชร แล้วใส่ถุงเก็บไว้และใช้ 4 คนเอาขี้วัว มาทำเป็นก้อนใหญ่เท่าเพชรจำนวนมากถึงกับบรรทุกบนหลังวัวได้ 6 ตัว แล้วก็รอพวกพี่เขยอยู่ที่นั่น เมื่อพี่เขยกลับมาก็ถามว่าค้าขายได้อะไรบ้าง มันบอกว่าได้แค่นี้และชี้ไปที่ของที่ไอ้ยี่กั่นพร้าเตรียมไว้ แล้ว ไอ้ยี่กั่นพร้าก็ฝากของเหล่านั้นมากับพี่เขยโดยให้บรรทุกหลังวัวมาคนละตัว พอทั้ง 6 เดินทางมาถึงฝั่งจะเข้าเมือง ฝนก็ตกหนักจึงเอาขี้วัวเหล่านั้นทำเป็นฟืนหุงอาหารจนหมดและต่อมาก็เข้าเมือง ไม่นานนักไอ้ยี่กั่นพร้าก็ กลับมาและไปถามพี่เขยว่าเมื่อไรจะเอาของไปให้พ่อตา พี่ทั้ง 6 บอกว่าพรุ่งนี้เช้า (สืบค้นจาก http://www.lannaworld.com/story/tales/yeganpra.html )

รุ่งขึ้นก็เอาของไปให้เจ้าเมือง พี่เขยทั้ง 6 ก็ได้ผ้าแพรมาถวายให้ ส่วนมันจึงเอาขี้วัวมาให้ เจ้าเมือง พ่อตาก็ว่าพี่ ๆ เขาเอาผ้าสิ่งของมาให้ แต่ไอ้ยี่กั่นพร้าเอาแค่ขี้วัวมาให้ จึงเอาขี้วัวที่หุ้มเพชร ขว้างข้างฝาจนแตกกระจาย แสงของเพชรจึงสะท้อนสว่างไปทั่วห้องเป็นสีดำ สีแดงและเขียว เจ้าเมือง จึงรู้ว่าเป็นเพชร เลยถามว่ามีอีกหรือไม่ มันบอกว่ามีอีกแต่ฝากมากับพี่เขยทั้ง 6 คน เจ้าเมืองจึงถาม พี่เขยของมันทั้ง 6 คนว่า เพชรที่ฝากมาจริงหรือเปล่า พี่เขยตอบว่าจริงแต่เอาไปเผาทำฟืนหุงอาหาร หมดแล้วเพราะไม่ทราบว่าเป็นเพชรเจ้าเมืองจึงโมโห บอกว่าเมืองเราทั้งเมืองมีค่าแลกเพชรเม็ดเดียว ยังไม่ได้ จึงให้พี่เขยทั้ง 6 คนเป็นขี้ข้าคอยรับใช้ไอ้ยี่กั่นพร้าและยกเมืองให้ไอ้ยี่กั่นพร้าครอบครอง สืบไป (สืบค้นจาก http://www.lannaworld.com/story/tales/yeganpra.html )

คติชาวบ้าน

คติชาวบ้าน เป็นเรื่องที่มีการเล่าสืบปากต่อปากกันมานาน ตั้งแต่สมัยโบราณจากรุ่นหนึ่งมาสู่อีกรุ่นหนึ่ง ส่วนมากเป็นการถ่ายทอดจากความทรงจำ รับปฏิบัติต่อๆกันมามากกว่าจะมีการจดบันทึกหรือจารึกไว้เป็นอักษร และไม่ทราบว่าใครเป็นคนแต่ง หรือแต่งขึ้นเมื่อใด เช่น เพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ความเชื่อ นิทานชาวบ้าน คำให้พร ปริศนาคำทาย สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนต่างๆเป็นต้น คติชาวบ้านมีลักษณะเด่น 2 ประการ คือ

1. มีความหมายชัดเจนเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นความหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำเนินชีวิตทั่วๆไป

2. ภาษาที่แสดงออกในเรื่องคติชาวบ้านมีความไพเราะ คล้องจองสะดวกแก่การจดจำ และถ่ายทอด

(ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนห้องสอนศึกษา 2450 : 16-59)

คติชาวไทใหญ่ (สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนไต)

สุภาษิต คำพังเพย และสำนวนไต เรียกรวมกันว่า “กวามกั๊บถูก” หรือ “กวามจ้าบแลบ” คือข้อความที่สัมผัสกัน เข้ากัน คล้องจองกัน ระหว่างข้อความหน้าและข้อความหลังภายในข้อความเดียวกัน(ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2450 : 16-59)

1. ตัวอย่างสุภาษิต คำพังเพย และสำนวนไต (ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2450 : 16-59)

“ไค่ไล้จ่องตั๊ก ไค่ฮักจ่องถาม”

คำแปล อยากได้จึงบอก อยากรักจึงทักถาม

ข้อความนี้มีคำที่สัมผัส หรือเข้ากันคือ “ตั๊ก” กับ “ฮัก”

“ไก่ฮ่างหลีเปอขน กนฮ่างหลีเปอเคื่อง”

คำแปล ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

ข้อความนี้คล้ายกับคำพังเพย มีคำที่สัมผัสกันคือ “ขน”และคำว่า “กน”

“เฮดเมียวไหลก็อย่า โหล่ใจ๋กว่าจั๊บจอย”

คำแปล จะทำอะไร ใจต้องคิดเสียก่อน

ข้อความนี้มีคำที่สัมผัสกันคือ คำว่า “ไหล” กับ “ใจ๋” และ”อย่า” กับ “กว่า”

“กวาม” หรือ ข้อความ 3 คำ เช่น

สำนวน “ป้อให้หลาบ ตาบหื้อโก๋”

คำแปล เฆี่ยนให้เข็ดหลาบ ตีให้กลัว

“กวาม 4” หรือ ข้อความ 4 คำ เช่น

สำนวน “เสือต๋ายเสือแตน แลนต๋ายแลนปูด”

คำแปล ตัวตายตัวแทน

“กวาม 5” หรือ ข้อความ 5 คำ เช่น

สำนวน “กนปอค้านเฮดก๋าน จ้างเต่ผานต่อโจ้”

คำแปล คนขี้เกียจทำงาน จะจนตลอดชีวิต

“กวาม 6” หรือ ข้อความ 6 คำ เช่น

สำนวน “เม่อเปิ้นกี้เฮาอย่าหุบ เม่อเปิ้นตุบเฮาอย่าอ้า”

คำแปล เมื่อเขาร้องขออย่าปฏิเสธ เมื่อเขาไม่ต้องการเราอย่าเสนอ

หรือข้อความที่มีคำไม่เท่ากัน หน้า 6 คำ หลัง 5 คำ เช่น

“งืนคำมีกู้เง่าไม้ ไผไก้ก็มันมี”

คำแปล เงินทองมีทุกที่ ถ้าขยันจักมั่งมี

ปี้ฮู้สองน้องฮู้หนึ่ง แหม่งกันฮู้ก้อกึ่งตางหลี

คำแปล พี่น้องมีความรู้แบ่งกันจะได้เป็นสิ่งที่ดีมาก

ปอเป๋นกนอ่ำลัก จ้างเป๋นน่ำพักเปิ้น

คำแปล ถ้าเป็นคนโง่ จะตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด

ไค้มีเฮดก๋าน ไค่ผานเล่นพ่าย

คำแปล อยากมั่มีต้องทำงาน อยากยากจนไปเล่นไพ่

ฮู้จักเอ๋าโต๋รอด ไผอ่ำฮอดโต๋คิง

คำแปล รู้จักรักษาตัวรอด จะปลอดภัย

ไผสุดย่อนกนหลี ไผสุกสีใจ๋จื่น

คำแปล ถ้าไม่มีความโลภจะเป็นคนดี คนทำจิตใจให้สะอาดจะสดใส

เป๋นกนลอภะใหญ่ ใส่กว่าใส่มาอ่ำญาสัง

คำแปล โลภมากลาภหาย

นุ่งโคลายหมาเห่า ค้นกวามเก่าผิดกั๋น

คำแปล แต่งชุดลายหมาเห่า พูดเรื่องเก่าทะเลาะกัน

ปอไค่กิ๋นหนำกิ๋นต่านกิ่งก้อย ไค่กิ๋นน้อยกิ๋นต่านโหแม่มือ

คำแปล อยากกินได้มากให้กินทีละน้อย อยากกินได้น้อยกินทีละมาก

เจ้าแปกตามต๋า เจ้าป๋ากิ๋นขี้

คำแปล สอนคนอื่นแต่ตัวเองไม่ทำ

เจ้ากุ๊บไล่ตือต๋อง เจ้าก๋ฮงไล่ไห่โบก

คำแปล สิ่งที่ทำได้นำไปขายหมด ไม่เหลือไว้กินไว้ใช้เลย

ตี้หลีโก๋ไห้เหว้ ป้ออีกแม่สลาหยำเงา

คำแปล สิ่งที่น่ากลัวจงหลีกหนี แต่พ่อแม่ครูอาจารย์ต้องยำเกรง

ก๋าหลำอย่าปั๋นไป้ปุงฮัก กนขี้ลักอย่าปั๋นไปเติกโค

คำแปล คนชั่วร้ายอย่าให้ใกล้สิ่งร้าย คนขี้ขโมยอย่าให้เฝ้าสมบัติ

หลีเป้อถามงามเป้อแต้ม หลีก้อเอ๋าเบ๋าก้อแป้ด

คำแปล อยากได้ของผู้อื่นต้องถาม สิ่งดีเอาสิ่งร้ายทิ้งไป

อ๋ำฮู้อย่าตือตั๋น ต๋าอ่ำหันสบอย่าต้ง

คำแปล ไม่รู้อย่าอวดรู้ ไม่เห็นอย่าพูด

ฮู้นั้นไว้ตางหน้า กัดก้าไว้ตางหลัง

คำแปล สิ่งที่รู้ไว้ข้างหน้า สิ่งที่ไม่รู้ไว้ข้างหลัง

เม่อขึ้นตี้ขึ้นง่าย ขี๋ใจ๋เม่อลง

คำแปล เมื่อขึ้นขึ้นง่าย แต่เวลาลงลงยาก

เข้ากั้บหม้ออ่ำหวาน กวามกนผานอ่ำไจ้

คำแปล หุงข้าวใส่ข้าวมากจะไม่สุก คนจนพูดอะไรคนก็ไม่เชื่อ

เสือต๋ายเสือแตน แลนต๋ายแลนปู้ด

คำแปล ตัวตายตัวแทน

ของหายเป๋นเภิ่นกว้าง จ้างหาอ่ำจ้างกั๋น

คำแปล ของหายเหมือนป่ากว้าง ไม่รู้วิธีหาจะไม่พบ

เม่อเต่เง้าตางผาน ผึกก๋านล่องส่าอยู่

คำแปล เมื่อเริ่มต้นยังยากจน ฝึกเล่นไพ่จะจนกว่านี้

ก้มหน้าเปิ้นหันโห โขหน่าก้อเหิกแง่น

คำแปล ก้มหน้าเกินไปคนอื่นไม่กลัว หัวเราะเกินไปเขาจะดูถูก

เก้าก้อผักเก้าก๋ำ กนหนำกิ๋นอ่ำเซ่ง

คำแปล คนเก้าคนช่วยกันเก็บผักรวมกันกินไม่หมด

เก้าก้อเฮดเก้าแก่ ฟืนเต๋แซ่ก้นหม้ออ่ำมี

คำแปล คนเก้าคนถ้าต่างคนต่างใหญ่ หาฟืนหุงข้าวก็ไม่มี

ขี่จ้างอ่ำมีขอ แป้กซ้ำเฮาหมออย่าย่าม

คำแปล ขี่ช้างถ้าไม่มีขอสับ อย่าทำแม้จะชำนาญก็ไม่ควรทำ

แม่ยิงฮ้างสามโผ ไผอ่ำโก๋มันเง้อ

คำแปล ผู้หญิงถ้าแต่งงานมาแล้วสามครั้ง ใครเอาเป็นเมียก็โง่นัก

อ่ำฮู้ไน่มันยาว ปอฮู้นั่นขาดคาว

คำแปล ถ้าไม่รู้จะยืดยาว แต่ถ้ารู้ไม่เสียเวลา

ฮู้สังก้อหลีหน่า หลีเหลอกว่าอ่ำฮู้

คำแปล ถ้ามีความรู้ก็ดี ดีกว่าไม่มีความรู้

ฮู้ไน่อ่ำเหมินหม๋อ หมอนั้นอ่ำเหมินเฮด

คำแปล รู้ไม่เหมือนทำเป็น ทำเป็นไม่เหมือนลงมือทำ

กิ๋นป๋าไห้ไว้ก้าง เต๋ย่างไห้โตยตื๋น

คำแปล กินปลาต้องเอาก้างปลาออก เวลาเดินต้องดูเท้า

เป๋นสังอย่าลืมจ้าด อย่าลาดแซะต่างเคอ

คำแปล เป็นอะไรอย่าลืมชาติเกิด อย่าพูดเย้ยต่างชาติ

เปิ้นลาดอย่าเป๋ตื๋อ มีฮื้ออย่าป้อนถ่อม

คำแปล คนสั่งสอนอย่ารั้น มีอะไรต้องฟังไว้ก่อน

ไก่ฮ่างหลีเปอขน กนฮ่างหลีเปอเคิ่ง

คำแปล ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

น้ำหวานก้อบกนตั้ก ผักหวานก้อบกนหุง

คำแปล คำพูดดีคนรัก แกงอร่อยอยู่ที่คนปรุง

ไผไหลไหญ่เป๋นลุง ไผไหลสูงเป๋นปี้

คำแปล คนที่มีอายุมากให้เรียกลุง คนที่สูงกว่าให้เรียกพี่

อ่ำต่านไหล้อย่าป๋อง ปอเป๋นของไหล้หยาบ

คำแปล ของที่ไม่ควรได้อย่าหมายปอง เป็นเรื่องที่ยากจะได้มา

สุดตี้โต๋อ่ำไล่จ้ำ น่ำจ้างเฮดหือไล่ซด

คำแปล สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์

ปอเสงโขเฮาไน่ เสงไห้เฮาจ้างปง

คำแปล หัวเราะมากไปอาจจะต้องร้องไห้

กว่าเถิ่นอย่ามาหลาย แบกไม้ต๋ายเข้าว่าน

คำแปล ไปป่าอย่ามาตัวเปล่า จงแบกฝืนมาบ้านด้วย

กว่าเถิ่นอย่าปาหมา กว่านาอย่าปาลูก

คำแปล เข้าป่าไม่ควรเอาหมาไปด้วย ไปนาอย่าเอาลูกไปจะไม่ได้งาน

ม้าปิดอ่ำลืมตื๋น กนอ่ำศิลตกฮ่ง

คำแปล ม้าเต๊ะไม่ลืมตืน คนจำศิลไม่รับศิลไร้ประโยชน์

ปอป๊อดไห้แต้บออก ปอยาวหื้อสืบแท่ง

คำแปล รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

น้ำแท่งน้ำจ่องไหล ไขแท่งไขจ่องมื่น

คำแปล มีความรู้ด้วยกัน ยิ่งมีความรู้มากขึ้น

เย่ก้อฮู้เย้อั๋น เย้ก้อหั๋นเย้ล่อง

คำแปล ต่างคนต่างรู้ ความรู้ต่างกัน

ไม้แม่นอ่ำเหมินมือถึง โต๋ต้งหนึงมือจั่งฮอด

คำแปล ใช้คนอื่นทำงานไม่เหมือนตัวเองทำ

เต๋ว่านกมีหู เต๋ว่าหนูมีปีก

คำแปล ไม่รู้ผิดไม่รู้ถูก

กนมีเปิ้นฮักก๋าน กนผ๋านฮักเสื้อผ้า

คำแปล คนรวยรักการทำงาน คนยากจนรักแต่งตัว

เฮินเยหลังไฟเย่มุก ไฟอ่ำลุกใส่เอ๋า

คำแปล ไม่ขยันทำงานไม่ได้งาน

ลูกหนำตางตุ๊กใหญ่ ใส่ๆมากึ้ดสองก้อ

คำแปล ลูกมากจะยากจน ในที่สุดจะไม่เหลืออะไร

เข้าอ่ำห้าวต๋ำเหน๋ว ลูกก้อเหลวว่าหยาบ

คำแปล ข้าวถ้าไม่ตากตำยาก ลูกไม่สั่งสอนไม่เป็นคนดี

กวามหลีเข้าหูไผอ่ำจ้า กวามจ้าเข้าหูไผอ่ำหลี

คำแปล พูดดีได้ยินดี พูดไม่ดีก็ได้ยินไม่ดี

ขี่เฮออ่ำมีล้ามพาย ไผอย่าย่ามนับเฮด

คำแปล ขี่เรือถ้าไม่มีไม้พายจงอย่าขี่

ปอมีไฮ่กิ๋นหา ปออ่ำมีหากิ๋น

คำแปล ถ้ามั่งมีรู้จักกินพอดี ถ้าไม่มีต้องทำมาหากิน

 

ปอมีหนำกิ่นเสอ อ่ำมีเข้าจ้ำเก๋อ

คำแปล มีมากกินไม่รู้จักพอ ไม่มีมาต้องกินข้าวกับเกลือ

กิ๋นเข้าอ่ำปัดตี้ เป๋นหนี้อ่ำไล่แตน

คำแปล กินข้าวไม่เก็บกวาด เหมือนเป็นหนี้ไม่ได้ชำระ

น่ำฮ้ายอย่าเคิงเฮอ เสือฮ้ายอย่าเคิงก่าม

คำแปล น้ำแรงอย่าโทษเรือ เสือร้ายอย่าโทษโชคชะตา

เฮดเหลอแฮงเป๋นตาม เฮดเหลอก่ามเป็นหนี้

คำแปล ทำงานเกินกว่าแรงเป็นโทษ ทำเกินฐานะเป็นหนี้

อ่ำหม๋อกิ๋นเป๋นหนี้ อ่ำหม๋อขี้ผิดกั๋น

คำแปล กินไม่ประหยัดเป็นหนี้ พูดจาไม่ดีโกรธกัน

จ้าต่อจ้าหมากนะกับเข้าเย๋น อ่ำหลีเป๋นไห้เหว้

คำแปล คนเก่งอยู่ด้วยกันไม่ดี สิ่งชั่วร้ายจงหลีกหนี

อย่าเป๋ลาดกวามเซี่ยงข้อ หม้อหลิ๋นตบกันจ้างแตก

คำแปล อย่าพูดจากระทบกัน เหมือนหม้อดินทุบกันมักแตก

ฮ่างหลีตางในนอก แหล่ซองหานานญา

คำแปล คนดีทั้งกายใจหายาก

สบหมอยอคออิ่ม สบหมอลาดก้อหนำ

คำแปล พูดดีกินอิ่มท้อง พูดเป็นมีเพื่อนมาก

หมากอ่ำเน่าหนอนอ่ำจี กวามอ่ำมีเปิ้นอ่ำลาด

คำแปล ผลไม้ไม่เน่าหนอนไม่ไซ คำพูดไม่ดีไม่ควรพูด

กนผานอ่ำยามมี กวามปีต่านหลอยอู้น

คำแปล คนจนไม่เคยมั่งมี คำพูดใหญ่เหมือนภูเขา

กนมีอ่ำย่ามผาน กวามหวานต่านน้ำอ้อย

คำแปล คนรวยไม่เคยจน คำพูดหวานเหมือนน้ำอ้อย

น้ำใหญ่ก้อเฮอสูง ผูงหนำขี่จ้างล่ม

คำแปล แม่น้ำใหญ่ต้องใช้เรือใหญ่ คนหมู่มากขี่เรือเล็กจะร่ม

ไก่หลอมหันติ๋นงู งูซ้ำหันนมไก่

คำแปล ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

น่ำก้นข้องไผ่หม่าย่อง เฮาย่องเอ๋าโกย

คำแปล คนอื่นไม่ชม ชมตัวเองไม่ดี

นอกอ่ำมีฮ่างหลี ตี้ในปอใจ้ไล่

คำแปล ร่างกายไม่สวย จิตใจดี

ไก้หน้าหว้านค้านหน้าเฮิน ไก้นอนเลินโหแบกหม๋อน

คำแปล ต่อหน้าขยัน ลับหลังขี้เกียจ

อย่าเฮดหมาแอ่นอ๋อนพาน สี่ติ๋นกานอ่ำเหมินกั๋น

คำแปล อย่าทำเหมือนหมาวิ่งแข่งก้าง คนเราไม่เหมือนกัน

ถ่อมเปิ้นลาดอ่ำหยาบ ตาบแต้ซ่ำอ่ำเป๋น

คำแปล พูดดูเหมือนง่าย แต่เวลาทำยาก

ใจ๋หลำนอนอ่ำหลับ ใจ๋จับนอนอ่ำไล้

คำแปล คนใจร้ายนอนไม่หลับ ใจคิดถึงนอนไม่หลับ

เจ้บโต๋หายง่าย เจ้บใจ๋หายหยาบ

คำแปล เจ็บตัวหายง่าย เจ็บใจหายยาก

ไก่นอนอ่ำนอน อยู่เหน๋อกอนอ่ำลอด

คำแปล ไก่นอนแต่อีเห็นไม่นอน ถึงอยู่ที่สูงก็ตกเป็นอาหาร

เปิ้นอ่ำฮ้องอ่ำไป๋ เปิ้นใสคืนหน้าไหม้

คำแปล เขาไม่เรียกอย่าไปหา เดี๋ยวถูกต่อว่าเอา

เจ้าพาราหลีพาราโหลง โถงหลีโถงปั๋นหย่า

คำแปล พระดีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ถุงดีคือถุงปัญญา

ใจ๋ย๊อกใจกิเหล่ส่า พาราตะก่าย๊อกหาป๋า

คำแปล ใจคิดร้ายเป็นกิเลศ

ข้ามน่ำอ่ำโป้นตื้อ อย่าเป๋ก้อยขิดหาง

คำแปล ข้ามน้ำไม่ถึงฝั่ง อย่าพึ่งอวดตัว

กว่าหลีกว่านิบปาน อานหลีอานไม้มรรค

คำแปล ไปดีไปสู่นิพพาน ตั้งใจดีตั้งใจสู่มรรคผล

ควากหลีควากกู้โส่ โถ่หลีโถ่วิแน

คำแปล ความดีเป็นกุศล ทำตัวดีมีวินัย

เมียหลีเมียฮักโผ ขัวหลีกางอำเปิ้น

คำแปล เมียดีเมียรักผัว หัวเราะดีคางไม่เบี้ยว

เฮินหลีเฮินหล่อกุ๊ก ลูกหลีลูกฮู้กุ่ง

คำแปล บ้านดีบ้านมีศิลธรรม ลูกดีลูกมีความกตัญญูต่อพ่อแม่

พุมหลีพุมอ่ำต๋าย หมายหลีตองเอาต้า

คำแปล ภูมิดี ภูมิไม่มีวันตาย จงจำไว้เอยฯ

ถ่มน่ำลายขึ้น ต๊กเปี้ยใส่หน้าคืน

คำแปล ถ่มน้ำลายรดฟ้า ถูกใส่หน้าตัวเอง

น่ำลึกเส๋งอ่ำมอ น่ำเส๋งมอน่ำตื้น

คำแปล น้ำลึกไม่มีเสียงดัง น้ำเสียงดังน้ำตื้น

โหต๋องขวางห๋างต้องหว่าย กับก่ายล่องยื่นปั๋น

คำแปล ต้องแบ่งปันให้กันและกัน

หมากพิดแต้อ่ำเพ้ด เฮดหือแล้ขิงเพ้ด

คำแปล พริกจริงแล้วไม่เผ็ด ทำไม่ขิงจึงเผ็ด (ผู้รู้ไม่โอ้อวด)

โต๋อ่ำไป๋ไพอ่ำลุก มุกอ่ำกว้างมีอั๋นเต๋า

คำแปล ถ้าไม่ทำด้วยตัวเองไม่สำเร็จ ไม่มีความก้าวหน้าต่อไป

เอ๋าสเหล่ต้องโก๋ง กิ๋นโหลงเอ๋าต้องไก้

คำแปล ถ้าอายท้องจะหิว กินมากท้องอืด

ปอเต๋ปิ้งเปิ้น อย่าเป๋ต้อดแฮงโต๋

คำแปล ถ้าต้องการจะพึ่งพาคนอื่น ต้องช่วยเขาทำงาน

ปิ่นหย่าหม้ออุ๋มงึน มันตึงกิ๋นอ่ำเส้ง

คำแปล มีปัญญาประดุจดั่งเงินทอง กินเท่าไหร่ไม่หมด

หันจ้างขี้อย่าขี้จอมจ้าง ฮ้างต่อฮ้างเย้าหลาย

คำแปล เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง อย่าเลียนแบบผู้อื่น

กว่าเถิ่นอย่าลืมพ้า กว่าก้าอย่าลืมแลว

คำแปล ไปป่าอย่าลืมมีด ไปค้าขายอย่าลืมดาบ

กนปอค้านเฮดก๋าน จ้างเต๋ผ๋านต่อโจ้

คำแปล คนขี้เกียจทำงานจะจนตลอดชาติ

กนอ่ำฮู้ว่าหนั๋น กนอ่ำหันว่าแต้

คำแปล คนที่ไม่รู้พูดอะไร คนที่ไม่เห็นเชื่อว่าจริง

ฝนตกเจ้าปาตอก แหลดออกเจ้าปาต๋อง

คำแปล ฝนตกตอนเช้ามีเวลาจักตอก แดดออกเช้ามีเวลาเตรียมเสื้อกันฝน

เฮดผู้อ๋อน สอนผู้ลืม

คำแปล ทำคนแรกให้คนอื่นดูเป็นตัวอย่าง

ฮักกั๋นหือปั๋นหลาย ซื้อขายเฮดหนั่งเปิ้น

คำแปล รักกันให้กันเปล่าๆได้ แต่ถ้าจะซื้อขายต้องให้เหมือนคนอื่น

ไค่ไล้จ่องตั๊ก ไค่ฮักจ่องถาม

คำแปล อยากได้จงบอก จะรักต้องพูดจากัน

อ่ำต้องถามเอ๋ากว่า โหว้ดจ่ามหม่าถึงคิง

คำแปล อย่าไปเอาของคนอื่นเขา บาปจะมาตามถึงทีหลัง

ถามเสเย้ายอนเอ๋า ล่องนักเบ๋าจ้อยไล้

คำแปล อยากได้ก็ต้องขอเอา หนักเบาช่วยกันได้

กนมีหนำอุกจ่า ปิ่นหย่าเหล๋อมี

คำแปล คนมั่งมีเงินทอง ไม่เทามีปัญญา

ไค่ฮู้ไห้อยู่จอง ไค่เจียวตองไก้ว่า

คำแปล อยากเรียนรู้ต้องไปอยู่วัด อยากมีความจำต้องหมั่นท่อง

ไค่เป๋นข้านอนวัน ไค่เจียวผานต่อพ่าย

คำแปล อยากเป็นขี้ข้าก็นอนกลางวัน อยากจนเร็วก็ให้เล่นไพ่

เฮดสังเฮดแต้แต้ เฮดจ้อแจ้อ่ำไล่กิ๋น

คำแปล ทำอะไรให้ทำจริงจัง ทำเล่นๆมักจะไม่ได้อะไร

ของแป้ดหลายเปิ้นวาง ตกก๋างตางอย่าเก็บไว้

คำแปล ของไม่ดีไม่งามที่เขาทิ้ง ไม่ควรนำมาเก็บไว้

ของอ่ำหลีเปิ้นจ้างแป้ด อย่าฮีบแนดเก็บเอ๋า

คำแปล ของที่มีดีเขามักทิ้ง เราอย่ารีบเก็บมาไว้

เข้าอ่ำเหล๋อ เก๋ออ่ำเน่า

คำแปล ข้าวเก็บไว้นานไม่เหลือ เกลือเก็บไว้นานไม่เน่า

เข้าเหลิ่งงึนมาก อ่ำยากใจ๋สัง

คำแปล มีข้าวมาก เงินมาก ไม่ลำบากใจ

เข้าเต๋เส้งกิ๋นหวาน กนเต๋ผานจื้อลุ

คำแปล ข้าวใกล้จะหมดกินอร่อย คนจะยากจนจะเสียชื่อ

ของอ่ำหนำอย่ากิ๋นจ๋ำฮูล่อง

คำแปล ของอะไรที่มีน้อย ไม่ควรนำไปกินใกล้ช่อง

ของหลีอ่ำปอ ของปออ่ำหลี

คำแปล ของดีราคาไม่ถูก ของถูกคุณภาพไม่ดี

ของหลีซ่ำอ่ำก้า ว่าอ่ำว่าเป๋นอั๋นแก๊ก

คำแปล ของดีราคาไม่แพง น่าจะเป็นของปลอม

ต๋าหลำหันเงินเผิก จ้างเมิกฮ้ายต่อกัน

คำแปล เห็นเงินจำนวนมาก มักปองร้ายต่อกัน

กิ๋นเหล้าสู่หย้า เย่หล้าเย่แคนหยอม

คำแปล ดื่มเหล้าสูบบฝิ่น ยิ่งนานก็ยิ่งผอม

กิ๋นป๋าแป้เข้า กิ๋นเหล้าแป้เน้อ

คำแปล กินปลาเปลืองข้าว กินเหล้าเปลืองกับแกล้ม

โขป้าน่าอ่ำเป๋นสัง โขป้าหลังเป๋นไค่จ้า

คำแปล หัวเราะต่อหน้าไม่เป็นไร หัวเราะลับหลังเขามักโกรธ

ขาฮักมีกู้ว่าน ขาฮ้านมีกู้เมิง

คำแปล ในทุกที่ย่อมมีคนดีคนเลวปนกัน

ความสั่งสอน

กวามสอนอ่อนเหน๋อจอง ให้หมอตองเหย่นแง่

สล่าป้อแม่ให้หยำโก๋ กวามโสจ่างตกสอน

จ๊าดก่อนอ่ำเฮดไว้ จ๊าดไน้จ้างเป๋นไหน

จ๊าดไน้อ่ำโจจา จ๊าดเต่มาแคนหน่า

เฮดกว่าอ่ำถึงตี้ อ่ำกี้หน้าตาหลี

คำแปล

ครูบาอาจารย์สอนไว้ ให้ทุกคนจดจำ

ครูอาจารย์พ่อแม่ให้ยำเกรงนับถือ จะทำให้เราเก่ง

ไม่ได้ทำบุญไว้ ชาตินี้จึงต้องมารับกรรม

ชาตินี้ไม่ทำบุญทำกุศล ชาติหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้

ทำงานถ้ายังไม่เต็มที่ คงไม่มีใครยกย่อง

(ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนห้องสอนศึกษา 2450 : 16-59)

ที่พึ่งพิงมี 5 อย่าง

แฮงกนหนุ่มมีตี้เข้า แฮงกนเฒ่ามีตี้ลูกหลาน

แฮงกนหงานมีตี้หยิบก้อง แฮงกนหย่องมีตี้กนเมิง

แฮงกนเฮิงมีตี้พร้อมกัน แฮงต่างฮู้ต่างหันมีตี้ถิถ่าน

แฮงกับหย่านมีตี้อออ๋อ แฮงตางฮู้ตางหมอมีตี้ปิ่งหย่า

แฮงคูสล่ามีตี้อะจ้างหลี

คำแปล

เรี่ยวแรงคนหนุ่มอยู่ที่ทานข้าว เรี่ยวแรงคนแก่อยู่ที่การดูแลของลูกหลาน

อำนาจมีอยู่ที่ผู้มีอาวุธ จะได้รับการยกย่องอยู่ที่ประชาชน

จะเจริญรุ่งเรืองอยู่ที่การสามัคคี อยากรู้อยากเห็นอยู่ที่ความพยายาม

ปัญญาดีอยู่ที่สมอง ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่ปัญญา

จะเป็นครูบาอาจารย์ต้องอยู่ที่นิสัยรัก

(ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนห้องสอนศึกษา 2450 : 16-59)

สอนให้รักการเรียน

ถึงมาก้าบป๋านใหม่ เจ๋มเล้กใหญ่ฮาฮาย

เฮนลีกลายก่อนทำ อย่าลุกล้านอนวัน

เมื่ออยามตันไก้อ่าน ต่าไหล้หย่านอย่าซ้อแฮงต้า

เฮดก้อแก๋นปั้บลีก จ้างมีฮีกตางฮู้

เหม๋นหน่างจู้ตางหมอ ตื๋อ๋อกอ๋อจื่นป่าง

อย่าว่าฮาจ้าหน่า หย่อนหม่านะซิมไว้

อ๋อนสืบไก้โตยหลู ฮ่วมปู่จาวเคอเจ้า

ลีกเป๋นเง้าศาสนา หน่างก้าถ่างเปงใจ๋

ฮอดเหม่อไลก็อย่า ปอปิ่งหย่าเต๋มโต

ไล่เซอโหนจ่อโม่น ป่างหย่าเต๋มถ้วนมา

ไต้เปิงกว่าคาวหึง ฮอดถึงตี้กัดเหย๋นอุ่นต้า

คำแปล

มาถึงปัจจุบันนี้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จงใส่ใจร่ำเรียนหนังสือ อย่านอนตื่นสาย

เมื่อยามว่าขยันอ่าน อยากมีปัญญาอย่าขี้เกียจ เป็นเพื่อนกับคนที่รักเรียน จะทำให้เกิดกาเรียนรู้

สะสมไว้ทุกเมื่อ เพื่อให้มีปัญญา อย่าอวดตนข่มท่าน อ่อนน้อมถ่อมตน

ส่งเริมให้อ่านหนังสือ ทั้งปู่ย่าตายาย ความรู้เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า สามารถทำได้ทุกอย่าง

คิดเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้ามีปัญญาความรู้ จะชื่นชมยินดี มีปัญญาหลักแหลม

จะทำให้เรามีความเจริญรุ่งเรือง สู่ความร่มเย็นเป็นสุข

(ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนห้องสอนศึกษา 2450 : 16-59)

สอนเรื่องการคบคนคบเพื่อนคบฝูง

เฮดก้อกนอ่ำฮู้ ปากั๋นลุตางหมด เฮดก้อกนอ่ำหัน ปากั๋นตั๋นตังเซ้ง

เฮดก้อกนอ่ำป่อง ปากั๋นหย่องลูลา เฮดก้อกนส่ำจวา ปากั๋นมาผิดเปิ้ง

หลีเงิ้งกว่ากางไก๋ ยิงจายไหลอ่ำว่า ตวยกว่าหน้าเก้บเอ๋า อย่าวางเหมาหย่ายจ้อย

ต๋าย๊อกฮักฮ่างหนุ่ม หยุ่มย๊อกฮามไล่กิ๋น ศิลย๊อกตกงาลาย จายย๊อกจายมักเหล้า

เจ้าจ๋อมย๊อเมิงเกา เฮาย๊อกเป๋นข้าเปิ้น เงื้อนย๊อกเจื้อเคอหาย สายตืนย๊อกตกย่อ

ป้อแม่ย๊อกลูกเลิง ขุนเมิงย๊อกผาดเย้า เฮดสังอ่ำซานศรี ต่ำตกตี๋ทิเคิก

เป็นกนอย่าเฮดเมิก เหว้เลิกล่องโก๋อ๋าย โต๋ไผไห้ซามส่า หย่านแถ่มกว่าเฮดหลี

เมิงผีก้ำตางหลู่ ตี้อยู่ก้ำโหใจ๋ เฮดเมวไหลก้ออย่า โหล่ใจ๋กว่าจับจอย

เฮดลอยจั่งไล้ ไค่ลอยลอยจังเป๋น ให้เย็นหลีซามส่า หย่านแก๋มกว่าเฮดหมาน

เฮดสังให้ปาหย่าน เย่ล่องต่านแสนคำ ให้ใจ๋ตำหย่านแท่ง อย่าแห้งจ่ามถึงจิก

อ่านลีกไห้โตยโต๋ อย่าโสคำมันต่อ อ่ำเซ่นหย่อเบิ้งสัง ตาหันไห้เยงหย่าน

อ่านลีกมีห้าเปิ้ง หงี่เสิงเหิงจ่างไล้ อ่านไล้แล้วซ้ำเป่น เป่นไล้เย้าซ้ำหย่าน

หย่านไล้แล้วซ้ำแต้ม จั่งแค้มตี้โต๋เฮา โหลโจจาจ่างไล้ หนังไค่ลาดแหนมา

ปอโต๋ฮาฮู้ลีก โหล่ต่างซีกหลีจอย จ่างขี่จิกยอยเปิ้น จายยิงเขาเอ้ย

คำแปล

เป็นเพื่อนกับคนที่ไม่มีความรู้เสียหมด เป็นเพื่อนกับคนไม่มีความคิด ก็ทำให้คิดไม่ออก

เป็นเพื่อนกับคนไม่รู้อะไรจะทำให้บ้าเสียสติ เป็นเพื่อนกับคนที่อวดดีพากันไปสู่ความผิดพลาด

หลีกไปให้ไกลไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายดูไปข้างหน้าคิดไว้อย่าทิ้งไปจงใช้สติปัญญาจำไว้

ดูไม่ดีชอบดูผิด เชื่อคนผิดใช้ไม่ได้ ไม่มีศิลธรรมตกนรก ผู้ชายไม่ดีเสพสุรา

กษัตริย์ไม่ดีประชาชนอยู่ไม่ได้ตัวเราไม่ดีเป็นขี้ข้าคนอื่น เชื้อสายไม่ดีสิ้นตระกูลคนในตระกูลไม่ดีลำบาก

พ่อแม่ไม่ดีลูกเสียชื่อเสียงเจ้าเมืองไม่ดีประชาชนแตกแยกทำอะไรไม่บริสุทธิ์ผลร้ายตกสู่ตัว

เป็นคนอย่าทำชั่วให้เกรงกลัวต่อบาป ถ้าเราต้องการสุขสบายต้องใช้ปัญญา

สวรรค์ในอกนรกในใจ จะทำอะไรใจต้องคิดก่อนทำ

ทำช้าๆได้พร้าเล่มงาม อยากให้มีความสุขสบายต้องใช้ปัญญา

ทำอะไรต้องใช้ปัญญาอันมีค่า ให้ใช้ปัญญาเป็นที่ตั้งสู่ความสำเร็จสูงสุด

อ่านหนังสือต้องดูถ้าไม่ดูจะอ่านผิด ถ้าไม่มีปัญญาแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไร

อ่านหนังสือมี 5 อย่างถ้าทำได้จะดี อ่านได้แล้วอ่านอีกอ่านอีกเกิดความเข้าใจ

เข้าใจแล้วจดบันทึกดีไม่ดีอยู่ที่ตัวเรา ต้องมีความเข้าใจมีความมานะพยายาม

ถ้าเรารู้หนังสือจะเป็นสิ่งดีงาม ส่งให้เราก้าวหน้า หญิงชายเอย

(ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2450 : 16-59)

2. ตัวอย่างวรรณกรรม

2.1 วรรณกรรมท้องถิ่น เรื่อง อ่องแปตจ้อง (ชัยมงคล 8 )

ตอนที่ 1 (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 12-20 )

พระพุทธเจ้าทรงชนะพญามาร พระพุทธเจ้าประทับอยู่บนโพธิบัลลังก์ พญามารได้ยกทัพมาเพื่อชิงเอา พระพุทธบัลลังก์ โดยนิรมิตแขนพันหนึ่งนั่งมาบนหลังช้างชื่อ “ คิรีเมขลา ” พร้อมเสนามารเข้าล้อมพุทธบัลลังก์เอาไว้แล้วตะโกนท้าทายพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าทรงอาศัยอานุภาพทานบารมีเป็นคุณปกป้อง ทำให้กองทัพพญามารแตกพ่ายไป

พระพุทธเจ้าทรงชนะอาฬาวกยักษ์ อาฬาวกยักษ์รูปร่างใหญ่โต ดุร้าย กระโดดมากระทืบเท้า ดุด่า เข้ามารุกรานราวีตลอดรุ่งราตรี หมายจะทำร้ายพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทางอาศัยอานุภาพขันติบารมีเป็นคุณปกป้องทรมานและอบรมอาฬาวกยักษ์ จนพ่ายแพ้ไป

ตอนที่ 2 (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 21-32 )

พระพุทธเจ้าทรงชนะช้างนาฬาคีรี ช้างนาฬาครีช้างพลายตัวใหญ่ เมาสุราถูกปล่อยให้วิ่งเข้ามาจะให้งาแทงพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงอาศัยอนุภาพเมตตาบารมีเป็นคุณปกป้อง ทำให้ช้างหยุดชูงวงยืนนิ่งอยู่กับที่พ่ายแพ้พระพุทธองค์

พระพุทธเจ้าทรงชนะอังคุลิมาล เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี เพื่อเทศนาโปรดเทวดาพรหมาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้มีโจรอังคุลิมาล ถือดาบวิ่งไล่ตามพระพุทธองค์ในระยะกระชั้นชิด เพื่อต้องการนิ้วมือหนึ่งพันนิ้ว เป็นที่หวาดหวั่นของผู้คนทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทางอาศัยอานุภาพอิทธิปฏิหาริย์ปกป้อง จนอังคุลิมาลพ่ายแพ้ ยอมรับฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ สำเร็จเป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าทรงชนะนางจิญจมาณวิกา นางจิญจมาณวิกา ได้ใช้ท่อนไม้ผูกติดกับหน้าท้อง ทำเหมือนคนกำลังตั้งครรภ์ เข้าไปหาพระพุทธเจ้าในขณะที่กำลังแสดงธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัททั้งสี่อยู่ ร้องว่า ตนได้ตั้งครรภ์ครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า ทำให้พระพุทธเจ้าต้องหยุดแสดงพระธรรมเทศนาแล้วตรัสกับนางจิญจมาณวิกาด้วย ความจริงทำให้ประชาชนพากันขับไล่ด้วยก้อนหินและท่อนไม้ นางจิญจมาณวิกาได้พ่ายแพ้อนุภาพของพระพุทธองค์

ตอนที่ 3 (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 21-32 )

พระพุทธเจ้าทรงชนะสัจจกะนิครนถ์ สัจจกะนครนถ์ผู้มีนิสัยตลบตะแลง มีสันดานโอ้อวดมืดมน พระพุทธเจ้าทรงอาศัยอานุภาพปัญญาบารมี เทศนาญาณวิธี ทำให้สัจจกะนิครนถ์พ่ายแพ้ไป

พระพุทธเจ้าทรงชนะนันโปนันทะพญานาคราช พระพุทธเจ้าได้โปรดให้พระโมคคัลลานะนิรมิตกายเป็นนาคราชไปทรมานนันโทปนันทะ พญานาคราชผู้มีฤทธิ์ พระพุทธเจ้าเป็นจอมมุนี อาศัยพุทธานุภาพทรงชนะพญานาคราชให้พ่ายแพ้ไป

พระพุทธเจ้าทรงชนะท้าวผกาพรหม ด้วยเดชานุภาพของพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมมุนี ได้ทรงชนะท้าวผกาพรหมผู้มีฤทธิ์ มีความสำคัญผิดว่าเป็นผู้มีฤทธิ์รุ่งเรืองด้วยวิสุทธิคุณ ถือมั่นด้วยทิฐิ เหมือนดังถูกงูดุร้ายกำลังตรึงรัดไว้แน่น ด้วยวิธีประทานยาวิเศษ คือเทศนาญาณ ทำให้ท้าวผกาพรหมพ่ายพระพุทธองค์ไป

สุดท้ายเป็นคำอวยพร โดยอาศัยพุทธชัยมงคลมาประกอบในคำอวยพร ใช้อวยพรให้บุตรหลาน หรือบุคคลต่างๆ เมื่อมีการขอขมาในงานมงคล

คำอวยพรเป็นภาษาไต

อ่องเจ่ยะตุ๊ อ่องสุมังกะหล่า อ่องขยำสา อ่องกว่าหน้าเมอหึง อ่องถึงลูกหลานป๋าน อ่องถึงหลานหลายขยาก อ่องเหม่างากเหม่ากา อ่องเหม่างากเหม่ากา อ่องหนั่งพาราเป๋น เจ้าอ่องหม่านาต อ่องหนั่งโสงมานอนเจ้า อ่องแป้อาฬาวกะปู่ พายเฒ่าได้ตารา อ่องหนั่งแก่นเจ้าอ่องแป้นนาฬากิริจ้างโหนงาหว่ายหน้า อ่องหนั่งแก่นเจ้า อ่องแป้อังกุลิมาละก้อจายซ่านูญญำ อ่องแป้กูตะตั่นตะปู่หมอจ้างกอนอ๋าย อ่องหนั่งแก่นเจ้าอ่องแป้จิ่งจ๊ะหม่านะยิงเข็ญก้อซะลำจ่อมฮ่าง อ่องหนั่งแก่นเจ้า อ่องแป้กู ตะตั่นตะปู่หมอจ้างกอนอ๋าย อ่องหนั่งแก่นเจ้าอ่องแป้หนั่นตอปะหนั่นต๊ะนากกางูย่าง ผายเข้วสอน อ่องหนั่งแก่นเจ้าอ่องแป้ปะกะแป่มหม่าสางหย่อนเขิ้งพาวาว อ่องเฮา กวามล่มแปดจ้อง อ่องกูล่องเส้นตาง อ่องโหงฮางกว่าหน้า

อ่องซ่าแผวสู ปู่เรเข่หมิ่ง นานอิ่งวิมุตติ๊ขอดขยูก เก้าลูกวงนิบปานปย่อ เสิกกยางต่อทบโหบ หมานญา ยามเม่อพาราเจ้าลงขยอดผีโกน อ๋อนโป้นกาง อะตาวางน้ำหนองโฮน (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 32-39 )

ศัพท์ที่เข้าใจยาก (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 21-32 )

โสง แปลว่า มาร

หย่านสู “ ศัตรู

หม่านนาตมังข่อน “ เสนามาร

ลูกซึก “ ข้าศึก

พุงตะโค “ อานุภาพ

มยาด “ ประเสริฐ

อ่อง “ ชัยชนะ,สำเร็จ

มังกะหล่า “ มงคล

อ่องมังกะหล่า “ ชัยมงคล

อะโกย “ อานิสงส์

พาย “ ยักษ์

อะเจ่งเต่ยะ “ พระพุทธเจ้า

มุนินต๊ะ “ จอมมุนิทร์,จอมมุนี

(ผู้ ยิ่งใหญ่ใน 3 โลก

มีพรหม,เทวดา,

และ มนุษย์หมายถึง

พระพุทธเจ้า)

เมิก “ ชั่ว

อะหย่อง “ รัศมี

นากกา “ พระยานาค

ทู “ แปลกประหลาด

สาง “ พระพรหม

ซิโค “ ไหว้

คยามส่า “ สุขสบาย

ขยอด “ โปรด (ช่วยให้พ้น)

2.2 วรรณกรรมท้องถิ่น เรื่อง เลิกปืนเจ้าสีวลี (ประวัติพระสีวลี)

ตอนที่ 1

เมื่อครั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นคร โกลิยะกุณริกะ พระเจ้าโกลิยะมีพระธิดาพระองค์หนึ่งมีนามว่า “ สวาสะ ” พระนางมีฉวีวรรณผุดผ่องโสภา ไม่มีหญิงใดเปรียบเทียบได้ พระเจ้าโกลิยะยกเจ้าหญิงสุปปวสะให้สมรสกับขุนมหาลิ พร้อมมอบพระนครให้ปกครองสืบไป อยู่มาไม่นานนักพระนางสุปปวสะทรงตั้งครรภ์ ครั้นถึงกำหนดคลอดตามปกติทั่วไปยังไม่คลอด เป็นเรื่องผิดปกติ พระเจ้าขุนมหาลิได้เรียกโหราจารย์มาทำนายทายทัก ฝ่ายโหราจารย์ได้ทำนายว่า ผู้ที่อยู่ในครรภ์จะเป็นพระโอรส เป็นผู้มีบุญวาสนามาก ในวันข้างหน้าจักได้เกษมสำราญ เป็นที่เคารพนับถือ จักได้ทำบุญทำทานแด่พระภิกษุสงฆ์ พรามณ์ทั้งหลายต่างทำนายตามปกติทำนองเดียวกัน ครั้งครบกำหนดคลอดแล้วแต่ไม่เจ็บพระครรภ์ จนกระทั่งถึงหนึ่งปีก็ยังไม่คลอด ถึงสองปีก็ยังไม่คลอด ตลอดถึงสามปี สี่ปี ห้าปี หกปีก็ยังไม่คลอด ทำให้พระนาง สุปปวสะทรงโทมนัสยิ่งนัก ครั้งถึงระยะเวลาได้เจ็ดปี พระนางจึงให้พระเจ้ามหาลีไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ขอให้ทรงเมตตาโปรดแจ้งให้ทราบเป็นเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าทรงเห็นแจ้งด้วยทิพย์จักขุ ครั้นเมื่อพระเจ้ามหาลิกกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดแล้วทูลถาม พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า บุตรในพระครรภ์จะเป็นพระโอรสแล้ว ทรงอวยพรให้นางสุปปวสะคลอดโอรสด้วยความสวัสดีโดยเร็วและมีรูปร่างที่สวยงาม พระนางสุปปวสะก็คลอดบุตรเป็นพระโอรสโดยง่ายดาย มีรูปร่างที่สวยงามทั้งโอรสและพระมารดาต่างก็มีความสวัสดี ในระยะเวลาได้ 7 ปี 7 เดือน และ เจ็ดวันพอดี (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 70-80 )

ตอนที่ 2

การที่เจ้าชายลีวลีคลอดออกมาโดยง่ายดายและมีรูปร่างสวย งามนั้น ด้วยอนุภาพของพระพุทธองค์ พระเจ้ามหาลิทรงยกย่องพระพุทธานุภาพยิ่งนัก เมื่อพระนางสุปปวาสะคลอดพระโอรสแล้วทรงปลื้มพระทัยยิ่งนัก ได้ทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวก การที่ได้ตั้งชื่อพระโอรสว่า “ สีวลี ” เนื่องจากว่าเปรียบเทียบดังดอกบัวขณะที่อยู่ในช่วงแดดร้อน ลมร้อน ได้รับน้ำเย็นลมเย็นประการหนึ่ง เปรียบเสมือนถุงยางได้รับลมประการหนึ่ง เปรียบเสมือนผู้ชายได้อาบน้ำวิเศษทำให้รูปร่างสวยงามประการหนึ่ง ครั้งเสร็จพิธีถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์แล้ว พระพุทธองค์ได้มอบหมายให้พระสารีบุตรเป็นผู้แสดงพระธรรมเทศนา พระสารีบุตรได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องความทุกข์จากการเกิดและการตายเป็นมา เช่นนี้หลายชาติแล้ว ครั้งเทศนาเสร็จเจ้าชายสีวลีได้ฟังกระแสธรรมแล้วจึงได้ยกมือขึ้นตั้งไว้บน ศีรษะกราบทูลพระพุทธเจ้า คลานเข้าไปกราบพระสารีบุตรแล้วกล่าวว่าไม่มีผู้ใดจะมีการเกิดที่เป็นทุกข์ เหมือนกับตน พระสารีบุตรจึงแสดงเทศนาต่อไปว่าตราบใดสัตว์โลกยังมีการเกิดอยู่จะต้องไม่ พ้นทุกข์ได้ จะมีทุกข์จาก การเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่เรื่อยไป เมื่อได้ถึงพระนิพพานแล้วจึงจะพ้นทุกข์ได้ทั้งปวง เนื่องจากมีบารมีมาก่อนเจ้าชายสีวลีได้ขอบวช เพื่อให้พ้นจากการปฏิสนธิที่ทุกข์ยาก พระสารีบุตรจึงให้ไปขออนุญาตพระชนกและพระชนนีเสียก่อน ส่วนพระชนกและชนนีทรงชื่นชมโสมมนัส จึงอนุญาตให้เจ้าชายสีวลีออกบวชเป็นสามเณร เพื่อพ้นจากความทุกข์ พระโมคคัลลานะเป็นผู้ตัดผม สอนกรรมฐานให้ 32 ตอน สามเณรสีวลีน้อมจิตฟังได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เยาว์วัย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดถึงสัตว์ต่างชื่นชมยินดีมาทำบุญทำทานมากมาย พออายุครบ 20 ปี สามเณรสิวลีได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพระวิหารมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ภัตตาหารไม่ขาด มีผู้คนมาทำบุญมากด้วยบุญบารมีของพระสีวลี พระภิกษุสงฆ์เจริญภาวนาได้เป็นพระอรหันต์จำนวนไม่น้อยทั้งภัตตาหารก็ไม่ขาด แคลน (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 80-92 )

ตอนที่ 3 (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 92-102 )

พระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระสีวลี พร้อมพระสงฆ์ 500 รูป ตลอดระยะทางหลายโยชน์ภัตตาหารไม่ขาดเพราะบารมีของพระสีวลี หากไม่อยู่จะขาดแคลนภัตตาหาร การที่พระสีวลีได้เป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วเป็นผู้มีบุญบารมีมาก แม้จะอยู่ในวิหารกลางป่ามีพระสงฆ์ จำนวนมากก็ไม่ขาดภัตตาหารนั้น พระสงฆ์ต่างโจษจันกล่าวถึงมาก ต่างใคร่ทราบเรื่องราวในอดีตว่าได้ทำบุญอะไรไว้ พระพุทธเจ้าเสด็จออกมาจากคันธกุฎี พระอานนท์จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงพระธรรมเทศนาให้พระภิกษุสงฆ์ทราบความเป็นมาของบุญ บารมีที่พระสีวลีได้บำเพ็ญมาแต่ปางก่อนว่า นับแต่นี้ย้อนไปอีก 1 แสนกัลป์ ในกาลนั้นพระสีวลีได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าชื่อว่า “ พระประทุมพุทธเจ้า ” มีความเลื่อมใส ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวก 500 รูป ไปถวายภัตตาหารที่บ้าน เป็นเวลา 7 วันเต็มๆ มีความปีติยินดีและได้ตั้งจิตอธิษฐานในการทำบุญไว้ พร้อมกับได้ถวายจีวรแด่พระพุทธเจ้า 1 ชุด ขออธิษฐานให้ได้บรรลุมรรคผลในอนาคตและสมัยพระพุทธเจ้าชื่อวิปัสสี พระสีวลี เกิดเป็นคนจนได้ถวายน้ำนมและน้ำผึ้ง แด่พระพุทธเจ้าวิปัสสี เมื่อถวายแล้ว ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา หากต้องการสิ่งใด ขอให้ได้ดังปรารถนา ครั้นตายแล้วได้เกิดบนสรรค์ จุติจากสรรค์มาเกิดเป็นโอรสพระเจ้าพาราณสี รบชนะศึกจับข้าศึกขังไว้ เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จึงได้รับวิบากกรรมเกิดช้าดังกล่าวแล้ว

2.3 วรรรณกรรมท้องถิ่น เรื่อง ประวัติพระอุปคุต

ตอนที่ 1

เมื่อสมัยนั้นเมืองราชคฤห์ มีความเจริญรุ่งเรือง ใกล้เมืองราชคฤห์มีหมู่บ้านชาวประมง จำนวน 500 หลังคาเรือน มีอาชีพหาปลามารับประทานและขาย โดยอาศัยเมืองราชคฤห์เป็นที่ค้าขายเรื่อยมาวันหนึ่งชาวประมงได้พากันไปหาปลา ได้ปลาใหญ่มาตัวหนึ่ง มีขนาด 7-8 ศอก ช่วยกันฆ่าและตัดคอปลาผ่าท้อง ปลาตัวนั้นโตมาก จึงได้ค่อยๆ เฉือนออกมาดู พบหญิงสาวผิวขาว สวยงามมาก ครั้นได้พากลับบ้านผู้คนต่างก็มาดู และคิดอยากรวย จึงได้นำไปทูลเกล้าถวายเจ้าเมืองคฤห์ ทูลเรื่องราวความเป็นมาให้ทรงทราบ เจ้าเมืองคฤห์รับไว้เป็นมเหสี และประทานรางวัลให้ชาวประมงเป็นอันมาก เนื่องจากพระเทวีอยู่ในท้องปลา พวกเสนาอำมาตย์จึงได้ขนานนามว่า “ พระนางมัจฉาเทวี ” พระนางเป็นที่เสน่หาของพระราชามาก ต่อมาด้วยวิบากกรรมในปางก่อน แม้พระนางจะมีพระสิริโฉมสักปานใด ก็เกิดมีกลิ่นเหม็นคาวปลาขึ้น เป็นที่โจษจันของชาวบ้านชาวเมือง ไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้ พระราชาแม้จะมีความเสน่หาสักปานใดก็จำต้องขับไล่ให้ออกจากราชวัง โดยให้นำลอยแพในแม่น้ำ มีอาหารและเสื้อผ้าพร้อม พระนางมัจฉาเทวีทรงกรรแสงตลอดเวลา เล่ากันมาว่า เมื่อแพถึงเมืองไหนก็จะถูกผลักให้ลอยไปเรื่อยๆ พระนางมัจฉาเทวี ทรงกรรแสงทั้งคืนทั้งวัน ได้รับทุกข์เวทนายิ่งนัก ทั้งนี้ด้วยวิบากกรรมเมื่อชาติก่อน นางได้นำปลาเน่าปาเพื่อนๆ พระนางร้องอ้อนวอนขอให้พระอินทร์ ตลอดท้าวมาตาลีให้มาช่วย ในป่าขุนเขาทางทิศใต้โค้งน้ำนั้น มีฤๅษีตนหนึ่งชื่อ “ อุปอิสสีละดาบส ” อาศัยอยู่ ได้ยินเสียงแว่วๆ ของสตรี นึกสงสาร จึงได้รีบตัดไม้มาทำเป็นขอ ใช้คล้องแพ พอฤๅษีรีบลงไปในน้ำ พระนางมัจฉาเทวีร้องขอความช่วยเหลือ (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 138-149 )

ตอนที่ 2

ครั้งพระฤๅษีคล้องแพได้ ได้สอบถามความเป็นเรื่องราวต่างๆ เสร็จแล้วชวนพระนางมัจฉาเทวีไปที่ใกล้ถ้ำ ทำที่พักให้ เลี้ยงดูด้วยผลไม้ต่างๆ แล้วปลอบโยนว่า อย่าได้เศร้าโศก อย่าได้อนาทรร้อนใจ รดด้วยน้ำพระธรรมให้เย็นใจด้วยโลกธรรม 8 ประการ พระนางมัจฉาเทวีรับฟังและทำใจได้ อาศัยอยู่กับพระฤๅษี ในท่ามกลางขุนเขา มีสัตว์ป่า เช่น เก้ง เรียงผาเป็นเพื่อน อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ตามพระฤๅษีไปหาผลไม้ บางครั้งสนุกสนาน อยู่ปรนนิบัติพระฤๅษีเรื่อยมา การที่เพศหญิงเพศชายอยู่ด้วยกัน ทำให้พระนางมัจฉาเทวีมีความเสน่หาในพระฤๅษี แม้ไม่ได้ล่วงเกินประเวณีกัน ต่อมาพระนางตั้งครรภ์นั้น พ่อและแม่ได้ร่วมกามคุณกันแล้วตั้งครรภ์ขึ้นมา เรียกว่า “ เมถุนสังวาสปฏิสนธิ ” การที่น้ำเชื้อชายติดกับเสื้อผ้าฝ่ายหญิงเอาปากจูบแล้วตั้งครรภ์ขึ้น เรียกว่า “ โจฬกปฏิสนธิ ” การที่สัมผัสกันด้วยร่างกายและมือลูบคลำเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นเรียกว่า “ กายสังสักกปฏิสนธิ ” การที่เอามือลูบคลำที่สะดือแล้วเกิดการตั้งครรภ์เรียกว่า “ นาภีปรามาสปฏิสนธิ ” ผู้หญิงเห็นผู้ชายมีความพอใจแล้วเกิดตั้งครรภ์เรียกว่า “ รูปปฏิสนธิ ” ได้ยินเสียงแล้วตั้งครรภ์ขึ้นมาเรียกว่า “ สัททปฏสนธิ ” ได้กลิ่นแล้วเกิดการตั้งครรภ์ เรียกว่า “ คันธปฏิสนธิ ” ได้สัมผัสแล้วเกิดการตั้งครรภ์ เรียกว่า “ โผฐฐัพพปฏิสนธิ ” รวมการตั้งครรภ์มี 8 ประการ ดังนี้แล ครั้งพระนางมัจฉาเทวีตั้งครรภ์ครบเดือนตามกำหนดแล้ว ก็คลอดโอรสออกมา พระฤๅษีได้แลดูพระนาง มัจฉาเทวี เป็นอย่างดี กุมารที่คลอดออกมามีร่างกายแปลกประหลาด ผิวหนังเป็นปุ่มไปทั่ว ผิวคล้ำ รูปร่างเหมือนยักษ์ เนื่องจากอุปฤๅษีเป็นผู้ดูแล จึงตั้งชื่อกุมารว่า “ อุปคุต ” พระกุมารอาศัยอยู่ในป่า มีสัตว์ป่านานาชนิดเป็นเพื่อน พระฤๅษีพาไปตามป่าเขาลำเนาไพร ทำให้อุปคุตกุมารีมีจิตใจห้าวหาญซุกซน อาศัยอยู่ในถ้ำกับพระฤๅษี(ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 149-160 )

ตอนที่ 3

ตอนนี้เป็นตอนที่อุปคุตกุมารได้เข้ามาในเมือง ฤๅษีอุปดาบสมีความชำนาญในทางโหราศาสตร์ได้ทำนายว่า หากพระนางมัจฉาเทวีกับอุปคุตกุมาร พระชนนีและพระโอรสทั้งสองพระองค์กลับถึงวัง เมืองราชคฤห์จักได้เป็นผู้ที่มีความเกษมสำราญ เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมือง พระโอรสจักได้ออกบวชเป็นพระอรหันต์ ถึงวันหนึ่งพระฤๅษีได้เรียกพระนางมัจฉาเทวีและอุปคุตกุมารแล้วบอกคำทำนายให้ ฟัง เมื่อได้ฟังดังนั้น พระนางมัจฉาเทวีมีความชื่นชมโสมมนัสยิ่งนัก จึงได้กราบเท้าฤๅษีผู้มีศีล พาโอรสออกเดินทางไปตามป่าเขาลำเนาไพร เป็นเวลานานหลายราตรี ในท่ามกลางเสียงสัตว์ป่าและดอกไม้นานาพันธุ์ ค่ำที่ไหนพักนอนที่นั่น นอนตะแคงมองดูแสงเดือนหงายในยามค่ำคืน คิดถึงระยะทางที่ไกล ครั้นรุ่งเช้าก็เดินทางต่อ พอพ้นเขตป่า มองเห็นตัวเมืองที่กว้างขวาง เป็นที่สนุกสนาน ขณะที่เข้ามาถึงเมืองที่มีพลเมืองชุมนุมกันอยู่ได้พูดคุยกับชาวเมืองถึง สาเหตุที่กลับคืนมา ชาวเมืองได้ไปกราบทูลเจ้าเมืองราชคฤห์ให้ทรงทราบ พระองค์ให้ไปต้อนรับเสียงฆ้องกลองสนั่นเสียงไปทั่วเมือง พระราชาทอดพระเนตรเห็นโอรสทรงมีความเสน่หายิ่งนัก ทั้งพระชนนีและโอรสมีความเกษมสำราญส่วนพระนางมัจฉาเทวีมีพระวรกายหอมเหมือน เดิม เจ้าเมืองราชคฤห์ยกพระนางมัจฉาเทวีขึ้นเป็นมเหสี ต่อมาต้องการยกราชสมบัติให้เจ้าชายอุปคุต จึงได้เรียกพระนางมัจฉาเทวีมาปรึกษา ฝ่ายพระนางคิดถึงคำทำนายของพระอุปฤๅษีต้องการให้โอรสออกบวชให้พ้นทุกข์ไม่ ต้องการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารอีกต่อไปและให้ได้เป็นพระอรหันต์ ความวิตกของพระนางมัจฉาเทวีทำให้พระที่นั่งสิลาอาสน์ของพระอินทร์ทอดพระเนตร ดูก็ทรงทราบ จึงได้ลงมาอุ้มเอาอุปคุตกุมารเหาะขึ้นไปในอากาศ อุปคุตกุมารคิดว่า ถ้าหากเอะอะโววาย เกรงว่าพระอินทร์จะอุ้มทิ้งลงไปตนจะตายเปล่า จึงได้ทำจิตให้เป็นสมาธิถึงคราวตายจะได้พ้นทุกข์ เมื่อนั่งสมาธิเกิดปัญญาเห็นแจ้งในสังขาร จิตลักษณะธรรม ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอินทร์ทราบจึงได้ปล่อยให้พระอุปคุตเหาะเหินอากาศไปด้วยตนเอง พระอุปคุตเหาะไปในอากาศ มองลงมาบนพื้นดินข้างล่าง มองเห็นแม่น้ำมหาสมุทรใหญ่กว้าง จึงได้ลงมากลางมหาสมุทร เข้าไปอาศัยอยู่ในวัดกลางมหาสมุทรนั่นเอง ซึ่งเป็นที่สงบ ดังนั้น เมื่อเราต้องการนิมนต์พระอุปคุต จึงให้ไปที่แม่น้ำแล้วกล่าวคำอธิษฐานนิมนต์ท่านพร้อมมีภัตตาหาร ธูปเทียน เพื่อสักการบูชาท่านด้วย พระอรหันต์อุปคุตนั้นได้บรรลุอนุปาฏิเสสนิพพาน สิ้นกิเลสแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ อาศัยอยู่ในมหาสมุทร เข้าฌานสมาบัติเป็นเวลา 7 วัน ครบแล้วจะออกมารับอาหารบิณฑบาตครั้งหนึ่ง ในขณะฉันภัตตาหารจะมองดูดวงอาทิตย์ด้วยเกรงว่าจะล่วงเลยเวลาเที่ยงวัน (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 160-171 )

2.4 วรรณกรรม เรื่องพื้นบ้าน เรื่อง ก่าถ่าจิ่งต่ามะนิ (คาถาจินดามณี)

ตอนที่ 1

คาถาจินดามณีนี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี ณ วิหารเชตะวัน พระสงฆ์มาพร้อมกัน ท่ามกลางพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงพระธรรมเทศนาเป็นพระคาถาที่พระพุทธองค์แสดงในเรื่อง จินดามณี เป็นเรื่องที่กล่าวถึงที่รวมของพระคุณที่มาช่วยปกป้องคุ้มครอง บรรดาผีร้าย มนุษย์ร้าย ไม่ให้มาทำอันตรายได้ ทำให้มีความสุขสวัสดี เป็นบารมี ทำให้เกิดความร่มเย็น เนื่องจากพระพุทธเจ้ามีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงทราบถึงจิตใจของเวไนยสัตว์ ที่ชอบเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นมงคล พระองค์จึงแสดงถึงเรื่องชัยมงคลจินดามณีคาถา แก่บริษัททั้ง 4 ชัยมงคลจินดามณีได้กล่าวถึง ทั้งทางธรรมและทางโลก เมื่อจะอ่านหนังสือคาถามณี ให้ขัดราชวัตรมีหน่อกล้วย หน่ออ้อย ผูกมัดไว้ทั้งสี่ทิศ ยกพื้นให้สูงกว่าผู้ฟัง อ่านในบ้านในเรือนทำให้ครบเครื่อง จะทำให้ครบเครื่อง จะทำให้เกิดความชุ่มเย็น หากยกพื้นไม่ได้ ให้ปูด้วยฟูก ข้างบนมุงด้วยผ้าขาว จะใช้กระดาษขาวแทนก็ได้ มีเครื่องไทยทาน ถวายพระสงฆ์ เลี้ยงอาหารผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาฟัง ตลอดถึงคนจำศีล ภาวนาและพระสงฆ์ รวมถึงบรรดาผู้มาฟังทั้งหมด เมื่อจักอ่าน มีข้าวตอกดอกไม้ มาคารวะของมงคล ตั้งจิตอธิษฐานให้ได้รับแต่สิ่งที่ดีงามก็ดีให้พ้นจากสิ่งที่ไม่เป็นมงคลก็ ดี ให้พ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง ก่อนอ่านให้ว่า คาถายันทุนนิมิตตัง 1 จบ เมื่อมีสิ่งที่ไม่เป็นมงคล มีนิมิตไม่ดี ฝันร้าย หรือเมื่อขึ้นบ้านใหม่ ให้นำคาถาจินดามณีมาอ่าน จะทำให้สิ่งที่เลวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีงาม (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 11-24 )

ตอนที่ 2

ถ้าหากท่องจำได้ติดปากในขณะที่นั้น นอนยิ่งดี จะรอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวงพระพุทธคุณจะทำให้เป็นมงคลแก่เรา แต่ไม่ค่อยจะท่องจำกันได้ เนื่องจากเป็นยุคที่ยุ่งเหยิง ลูกไม่เกรงกลัวพ่อแม่ น้องไม่เกรงกลัวพี่ ศิษย์ไม่เกรงกลัวอาจารย์ มาตุคามสตรีไม่ยำเกรงสามี ข้าไม่เกรงกลัวนาย นอกจากนี้มักยุ่งอยู่กับไร นา วัว กระบือรีบค้าขายมัวหาเลี้ยงปากท้อง ไม่พอกินพอใช้ หญิงอยากได้แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้า ถ้าต้องการได้แต่ไม่ได้จะบ่นว่าสามีเขาแน่เข้าหาให้ได้ เด็กๆ รบเร้าเสื้อผ้า คาถาจินดามณีนี้หากท่องจำได้ หรือนำมาอ่านที่บ้านจะเป็นมงคล คาถาบาลีท่องจำไม่ได้ก็เชิญผู้ชำนาญมาอ่าน จัดงานฟังธรรม เลี้ยงอาหารแก่ผู้มาร่วมงานจะมีอานิสงส์มากทีเดียว ต่อไปนี้เป็นคำแปลคาถาจินดามณีโดยสรุป (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 24-38 )

การกราบไหว้พระรัตนตรัย ครูอาจารย์ บิดามารดา ได้กระทำแล้วบรรดาภัยอันตรายทั้งหลาย ขอได้โปรดป้องคุ้มครองด้วย ในชั่วกัลป์นับไม่ได้ที่ได้บำเพ็ญมายังคำนึ่งถึง พระพุทธเจ้าของเรานี้บรรดาเทวดากราบไหว้บูชา พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าเป็นที่ชื่นชมยินดี ในภูมิต่างๆ พระสมัยภูปกครองรู้แจ้งเห็นจริงจึงได้แสดงธรรมให้ การที่พระองค์รู้ถึงจิตใจเวไนยสัตว์ พระองค์ทรงรู้แจ้งทั้งเทวโลกพรหมโลกและมนุษย์โลก บรรดาเวไนยสัตว์ สังขารที่มีอยู่ในภูมิทุกแห่ง พระองค์ทรงรู้เห็นได้ยิ่งกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกนามภูมินี้ พระทิพย์เนตรเห็นแจ้งตลอด บรรดาเวไนยสัตว์ก็ดี ภูมิที่เป็นอยู่ก็ดี สังขาร รูปนามที่ไม่มั่นไม่เที่ยงก็ดีพระองค์ทรงหยั่งรู้ได้ มีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น พระคุณของพระองค์เป็นที่ล้นพ้นที่ได้มาโปรดเวไนยสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ทำเช่นนี้เป็นกุศล ทำเช่นนี้เป็นอกุศล ทำสิ่งที่ดีอย่างนี้จะได้รับอานิสงส์ดี ทำอกุศลจะได้รับบาปกรรมพระองค์ทรงหยั่งรู้และคำนึงถึงเทวภูมิมนุษย์ภูมิ ทรงแลว่า สิ่งไหนดี ไม่ดีอย่างไร พระองค์ทรงรู้แจ้งตลอดเสมือนแสงไฟที่ส่องสว่าง รอดพ้นจากความมืดมน สิ่งนี้เป็นสุขเวทนา สิ่งนั้นเป็นมรรค สิ่งนี้เป็นผล พระปรีชาญาณของพระองค์รู้แจ้ง เทวดาและมนุษย์จึงพากันกราบไหว้บูชา สิ่งนี้เป็นฌานสิ่งนี้เป็นอรหันต์ผล สิ่งนี้เป็นอรหันต์มรรค สิ่งนี้เป็นนิโรจน์สมาบัติ นี้เป็นพระผู้เข้านิโรจน์สมาสมบัติ พระปรีชาญาณของพระองค์โชติช่วงชัชวาล สัตบุรุษ โพธิปักขิยธรรม มรรค8 พระองค์รู้แจ้งเห็นจริง สิ่งนี้เป็นสติปัฏฐาน 4 สิ่งนี้เป็นสัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 ปัฏิสัมภิทา มรรค 4 อริยสัจ 4 พระองค์ทรงรู้แจ้งทุกเวลา ยิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายถ้าระลึกถึงพระพุทธคุณทำให้รอดพ้นจากภัย อันตราย บรรดาอวิชชา อวิชชา อวิชชาธรรม โพธิญาณ บุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักษุญาณ อาสวักขญาณพระพุทธองค์ ทรงรู้แจ้งเห็นจริงยิ่งกว่าพรหมและเทวดา (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 24-38 )

ตอนที่ 3

ในปัญญาทางโลกิยะ ปัญญาทางโลกุตตระ ก็ดี ในปลีการอาหารก็ดีในเหตุและผลธรรมบัญญัติ ปรมัตถธรรมก็ดี พระองค์ทรงรู้แจ้งเห็นจริง ในอิทธิภาวะปุมภาวะก็ดี ในกามคุณ 5 ก็ดี ในเรื่องมากน้อยก็ดี ในปัจจุบันอนาคตก็ดี ในจิตใจของไวไนยสัตว์ทั้งหมดก็ดี พระองค์รู้แจ้งเป็นจริง คาถานี้ยกจิตใจของเวไนยสัตว์ดังกล่าวมา พระพุทธคุณนี้เพิ่มความประสงค์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสมือนดังแก้วสารพัดนึกหรือแก้วมโนมยิทธิจึงได้ชื่อว่าคาถาจินดามณี ควรที่จะเอาใจใส่ ท่องจำไว้ ผู้ที่เคารพนับถือดังครูอาจารย์ ขยันอ่านนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นพระคาถาของพระองค์ ประเสริฐอย่างแน่นอน ท่องจำไปจนชราอนุภาพถึงตัวเราจริง (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 39-52 )

คาถาจินดามณีกล่าวถึงสิงที่คุ้มครองป้องกัน ควรที่จะตื่นเข้า ท่องอ่านพ้นอันตรายยิ่งกว่าการทำเทียนการลงเลขยันต์เสียอีก มีกุศลด้วย เนื่องจากมีพระคุณมาก คุ้มครองถึงที่อยู่อาศัย เป็นที่พึ่งของเรา ขอให้เคารพบูชา เป็นทีพึ่งประเสริฐจินดามณีนี้พวกเจ้าทั้งหมดขอให้พระพุทธคุณคุ้มครอง ป้องกัน ให้จิตคิดคำนึงถึงแต่สิ่งที่เป็นมงคล ขอให้พระคุ้มครองโดยเร็ว ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ ให้ได้มีศักดิ์ศรี ขอพระคาถาตามคุ้มครองให้มากๆ ข้อความของคาถาจินดามณีกล่าวถึงเรื่องดังที่กล่าวมานี้แล ในเรื่องการอ่าน มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน ควรที่จะจดจำไว้ อ่านพระคาถาแล้วอ่านคำแปลด้วย จะได้เข้าใจยิ่งขึ้น จินดามณีรัตนะนี้มีอานิสงส์ ได้ท่องได้อ่านเป็นมงคลยิ่ง มีความสุขสวัสดี มีอานิสงส์ในภายหลัง มีมาในต้นฉบับของหนังสือที่นำมาแปลเป็นภาษาไต (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 39-52 )

ในบรรดาเทวดาที่สามารถหยั่งรู้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าหยั่งรู้กว่าเทวดาร้อยเท่าพันเท่า พระพุทธเจ้ามีพระคุณ 9 ประการ ยักษ์ยังกราบไหว้ คาถาจินดามณีคุณเหมือนแก้ววิเศษ เพราะได้กล่าวถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า มีความปรารถนาสิ่งใดก็ได้ดังประสงค์ทุกประการ ทำให้รู้สิ่งที่ผู้อื่นพยายามกระทำ ทำให้ได้แต่สิ่งที่ดีงาม น่าชื่นชมยิ่งนัก เมื่อมีความเข้าใจ อ่านได้ จำได้ จินดามณีรัตนะ เหมือนแก้วมโนมยรัตนาที่มีอยู่ในภูเขาชื่อเวปุลละ มีรัศมีโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา นานเกินโกฏิอสังไขย ไม่มีใครมาทำอันตรายได้ มีอานุภาพมากถ้าต้องการไปถึงภูมิที่ดีทั้ง 3 ภูมิก็ถึงได้ง่าย ศัตรูทั้งหมดสามารถป้องกันได้อย่างแน่นอน เหมือนแก้วดีแท้สามารถป้องกันการถูกฆาตกรรมการตายโดยไม่รู้ตัว การตายด้วยอุบัติเหตุ มีอายุยืน มีความสุข ทำให้มีสิทธิมีศักดิ์ศรีมีอานุภาพ มีลาภมาก มีความเจริญ เห็นผลในชาตินี้ พระองค์ได้บรรลุอรหันต์ผล มีวิสุทธิคุณประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระอรหันต์ ขอให้มาคุ้มครอง ให้พ้นภัยทั้งปวง ได้รับผลดีทันตาเห็นมีกิตติศัพท์ลือไกล ขอท้าวปรเมศวร มาคุ้มครองป้องกันข้าพเข้า ขออารักขเทวดา พระอินทร์พระพรหม ท้าวมเหศวร ท้าวภูมินทร์ ขอให้มาคุ้มครองป้องกัน ของเทวดาเฝ้าดอกมินจูสกะ ท้าวสริวาสะ นางเมขลา ขอให้มาปกครองป้องกัน ขออากาศเทวดา รุกขเทวดา พญานาค พญาครุฑ ท้าวกันธัปปะ ท้าวจตุโลกบาล ขอให้มาคุ้มครองป้องกันข้าพเจ้า ขอพระอาทิตย์ พระจันทร์ ท้าวนักขัตตะ ท้าวหิมะพาน ท้าวสิเนรุ ท้าวจักรวาล ขอให้คุ้มครองป้องกัน ขอเทวดาผู้รักษาขุนเขาเจ็ดชั้น เทวดาเฝ้าแม่น้ำคงคา ยะมุนา อะจริวดี มหิ สรภู เทวดาเฝ้าต้นหว้าด้านทิศใต้ เทวดาเฝ้าทางทิศตะวันออก เทวดาเฝ้าต้นกัลปพฤกษ์ทางทิศเหนือ เทวดาเฝ้าต้นไม้จามจุรีทางทิศตะวันตก ขอให้มาคุ้มครองป้องกัน ข้าพเจ้า ขอเทวดาเฝ้าต้นไม้แก่เมืองอสูร เทวดาเฝ้าต้นงิ้วเมืองครุฑ เทวดาเฝ้าต้นไม้ทองแดงบนสรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวดาเฝ้าสระน้ำสัตตัน ท้าวเอราวัณ ท้าวอุสภะ ขอให้มาคุ้มครองป้องกันบ้านเรือนของข้าพเจ้า (ประเวช คำสวัสดิ์ 2549 : 39-52 )

2.5 วรรณกรรมไต เรื่องพระอุปคุต

พระอุปคุตเกิดหลังพุทธปรินิพพานประมาณ 290 ปี ตรงกับสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ไปทั่วโลก ท่านเป็นบุตรชายของพระนาง มัจฉาและอัปะดาบส อยู่ในป่าแห่งหนึ่ง แขวงเมืองราชคฤห์ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคาในชมพูทวีป ประเทศอินเดียปัจจุบัน พระนางได้ปฏิสนธิครรภ์ในท้องปลา ต่อมาวันหนึ่งชาวประมงจับปลาได้ตัวใหญ่ผิดปกตินำมาถวายพระเจ้าแผ่นดินเมือง ราชคฤห์ เมื่อผ่าดูในท้องปลา ปรากฏว่าพบเด็กหญิงคนหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงสั่งให้เก็บเลี้ยงไว้อย่างดี เมื่อพระนางได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นสาววัย 16 ปี มีรูปร่างสายงามกว่าทุกคนในราชวัง ดังนี้พระเจ้าแผ่นดินจึงยกพระนางขึ้นเป็นอัครมเหสีมัจฉาเทวี คำว่านางมัจฉาแปลว่าปลานั้นเอง เพราะนางเกิดในท้องปลา (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน 2546 : 1-28)

ต่อมาเพราะเวรกรรมเก่าของพระนางได้สร้างไว้ในอดีตชาติ จึงหนีไม่พ้น มีกลิ่นตัวคาวมากเหมือนปลาในน้ำ ดั้งนั้นจึงถูกพระเจ้าแผ่นดินกรุงคาชคฤห์ลงโทษได้ปลดออกจากพระมเหสีเทวีแล้ว จับลอยแพลงในแม่น้ำคงคา ซึ่งได้ลอยไปตามแม่น้ำคงคา ซึ่งได้ลอยไปตามแม่น้ำไปนับหลายคืนหลายวัน เมื่อใกล้ถึงท่าอาบน้ำของพระฤาษีแห่งหนึ่ง ชื่อว่าอุปะฤาษี พระนางคิดในใจว่าที่นี้มีผู้คนอยู่แน่นอนจึงได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือให้ นำนางออกจากแพ เพื่อช่วยเหลือชีวิตของนาง เมื่อตกทุกข์ได้ยากในคราวนั้น ซึ่งสถานที่แห่งนั้นเป็นอาศรม ที่บำเพ็ญสมณะธรรมของพระฤาษีมีชื่อว่าอุปะ เมื่อฤาษีได้นำพระนางขึ้นจากแม่น้ำพ้นขีดอันตรายแล้ว ได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของพระฤาษี พร้อมได้เล่าเหตุการณ์ความเป็นมาต่างๆ ที่ผ่านมาให้ฟัง เมื่อพระนางมัจฉาได้อยู่กับพระฤาษีเป็นเวลาหลายเดือน การที่เพศหญิงกับเพศชายอยู่คลุกคลีด้วยกันเป็นเวลานานย่อมมีความรักใคร่เกิด ขึ้นเป็นธรรมดา เพราะยังเป็นปุถุชนอยู่ พระนางมัจฉาเกิดมีความรักใคร่กับพระฤาษีมากและจึงได้ตั้งครรภ์ขึ้นมาอย่าง มหัศจรรย์ โดยมิได้สมสู่ร่วมประเวณีกันเหมือนคนธรรมดาทั่วไปเพราะพระฤาษีได้บำเพ็ญธรรม จนสำเร็จฌาณโลกีย์เหาะเหินดินอากาศ มีตาทิพย์ รู้ข้างหน้าและข้างหลังว่าจะเป็นอะไร ท่านสนใจในเรื่องทำฌานอย่างเดียวเท่านั้น (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน 2546 : 1-28)

บางตำนานกล่าวว่าลูกในท้องของพระนางมัจฉาอาจจะติดมาจากพระเจ้าแผ่นดิน กรุงราชคฤห์ก่อนจับลอยแพ เมื่อครรภ์ของพระนางครบ 10 เดือนแล้วก็ได้คลอดออกเป็นชาย มีรูปร่างอ้วนพีสมบูรณ์น่ารัก แตกต่างกับชายอื่นทั่วไป เมื่ออายุครบ 1 เดือน มารดากับพ่อฤาษีได้จัดทำพิธีงานมงคลโกนผมไฟและตั้งชื่อลูกชายให้ว่า อุปคุต แปลว่า พระฤาษีที่มีชื่ออุปะเป็นผู้เก็บเลี้ยงดู เพื่อความเข้าใจในภาษาบาลีได้แยกเป็น 2 คำ (1) อุปะ เป็นชื่อพระฤาษี (2) คุต แปลว่า ผู้ดูแล, ผู้เก็บเลี้ยง, ผู้คุ้มกัน อุปคุตในวัยเด็กเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย พ่อฤาษีได้สอนวิชาความรู้ต่างๆ พร้อมสมถะกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน อุปคุตได้ฝึกทำกัมมัฏฐานตั้งแต่ในวัยเด็กเล็ก (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน 2546 : 1-28)

เมื่ออายุอุปคุตได้ประมาณ 6 ขวบ พ่อฤาษีได้ส่งพระนางมัจฉาพร้อมกับลูกชายอุปคุตกลับบ้านเดิมคือกรุงราชคฤห์ นั้นเอง ท่านพ่อฤาษีได้มองเห็นในอนาคตของลูกและแม่ เพื่อความเจริญรุ่งเรือนของพระศาสนาด้วย และอนึ่งพระนางมัจฉาเป็นผู้หญิงจะอยู่กับพ่อฤาษีตลอดก็ไม่เป็นที่เหมาะที่ ควร เพราะเหตุดังนั้นจึงได้ส่งสองคนแม่ลูกกลับสู่กรุงราชคฤห์ เมื่อพระนางมัจฉาและลูกอุปคุตได้ขอขมาคารวะอำลาพ่อฤาษีแล้วกลับกรุงราชคฤห์ พระเจ้าแผ่นดอนกรุงราชคฤห์ซึ่งเป็นพระสาวมีเก่าของพระนางมัจฉาก็ต้อนรับโดย ความปลื้มใจเป็นอย่างมาก โปรดให้พระนางมัจฉาเข้ารับตำแหน่งอัครมเหสีตามเดิม บาปกรรมของพระนางที่มีกลิ่นคาวปลาก็หายไป ต่อมาอุปคุตมีอายุ 7 ขวบ พระราชบิดามีความประสงค์จะมอบให้ลูกชายอุปคุตเป็นผู้ครองราชสมบัติสืบตระกูล แทนพระราชบิดาต่อเมื่อสวรรคตไป แต่อุปคุตไม่ยอม พระราชบิดาได้อ้อนวอนถึง 3 ครั้ง 3 หน หนนี้เป็นหนที่ 3 พระอัครมเหสีพร้อมลูกไม่พอพระทัยในการครองราชย์ พากันร้องไห้โศกาปริเทวาต่างๆ พระราชบิดาก็ทรงพิโรธมาก จนกระทั่งร้อนถึงที่อยู่ของพระอินทร์ในชั้นสวรรค์ จึงได้โปรดลงมาช่วยแก้ปัญหาความทุกข์เดือนร้อนสองคนแม่ลูกให้ โดยแปลงร่างเป็นนางยักษิณีอุ้มเอาลูกอุปคุตเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าอากาศ เข้าไปในเมฆสูงมากๆ เมื่อมองลงข้างล่างใจหายหมด อุปคุตนึกในใจว่าคราวนี้ต้องตายแน่นอนไม่ได้กลับไปเห็นพ่อและแม่อีกแล้วท่าน คิดแล้วไม่มีใครเป็นที่พึ่ง มีแต่ที่พึ่งทางใจ คือการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียวที่พ่อฤาษีเคยฝึกให้ตอนอยู่ที่ อาศรมในป่า ท่านก็ได้รวมใจเป็นเอกคตาจิตตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้นเอง จิตของท่านหลุดพ้นจากอาสวะกิเลศทั้งปวงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์บนอากาศ นับว่าง่ายและแตกต่างจากพระอรหันต์ทั่วไป เพราะการสะสมบุญญาบารมีไม่เหมือนกันที่ท่านสำเร็จพระอรหันต์ง่ายกว่าองค์ อื่นก็เพราะว่าท่านได้สร้างบารมีมาหลายพันหลายหมื่นหลายแสนหลายล้านชาติมา แล้วเมื่อท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วได้เรียกชื่อคำนำหน้าชื่อท่านว่า พระอุปคุตจนตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อพระอุปคุตรู้ตัวด้วยพระญาณของท่านเองทุกวันนี้ เมื่อพระอุปคุตรู้ตัวด้วยพระญาณของท่านเองแล้วว่าตัวเองสำเร็จเป็นพระ อรหันต์ขีนาสพเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาแล้วท่านได้เหาะจากในกำมือของ นางยักษิณีลงจากบนอากาศแล้วขึ้นบนปราสาทราชวังของพระราชบิดาและพระราชมารดา ได้เล่าเรื่องนางยักษิณีได้อุ้มขึ้นไปบนอากาศได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะอยู่ครองเรือนมิได้เพราะหมดจากกิเลสทั้งปวงแล้ว พระราชบิดาและพระมารดาทั้งสองได้ทราบก็ทรงปลื้มพระทัย สาธุอนุโมทนาพร้อมได้ถวายบาตรจีวร สังฆาฏิอัฏฐะบริขาร 8 ครบพร้อม ท่านก็ได้ทรงอัฏฐะบริขารได้อำลาพระราชบิดาและพระราชมารดาทั้งสองพระองค์ไป แสวงหาสถานที่สงบเพื่อเป็นที่บำเพ็ญสมณะธรรมต่อไป ท่านพระอุปคุตได้เดินทางไปยังน้ำมหาสมุทร ได้เข้าไปใต้น้ำมหาสมุทรซึ่งได้พบพระวิหารปราสาททองคำหลังหนึ่งซึ่งไม่มีใคร เป็นเจ้าของ เพราะเป็นบุญกุศลของท่านเกิดขึ้นในน้ำมหาสมุทรพร้อมกับท่านเอง ท่านก็ได้เอาเป็นที่บำเพ็ญสมณะธรรมประจำตลอด เมื่อหลังออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ท่านได้ออกเดินบิณฑบาตโปรดสัตว์ในหมู่บ้านคนไม่ได้ขาดที่สมควรโปรด(พระใบ ฎีกาศาสน์ สาสโน 2546 : 1-28)

ตามที่เคยได้ยินได้ฟังจากผู้เฒ่าผู้แก่เขาเล่ากันว่าพระอุปคุตมีตัวจริง ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่นิพพาน ใครมีบุญวาสนาดีก็ได้พบได้เห็นได้ทำบุญกับท่านนับว่าโชคดีมาก ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงครามประมาณ 10 ปี มีคนพบเห็นและได้ทำบุญกับท่านหลายคนด้วยกัน หากท่านผู้ใดมีโอกาสได้ทำบุญกับท่านหลายคนด้วยกัน หากท่านผู้ใดมีโอกาสได้ทำบุญกับท่านหลายคนด้วยกัน หากท่านผู้ใดมีโอกาสได้ทำบุญกับท่าน ข้าวเพียง 1 ทัพพี น้ำเพียง 1 แก้ว ผลไม้เพียง 1 ลูก ของเล็กน้อยเท่านั้นก็ตามได้บุญล้นเหลือเห็นผลทันตา เป็นคนรวยทันที เพราะท่านมีอิทธิฤทธิ์วาจาศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทำบุญอธิษฐานอย่างนั้นตามีคนเฒ่าคนแก่เขาเคยเล่ากันว่ามีคนเคยพบเห็นมา แล้ว เช่น ในรัฐฉานประเทศพม่า แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ เช่นสี่แยกอุปคุตอยู่หน้าพุทธสถาน ถนนท่าแพแถวนั้นก็เคยมีคนได้พบเห็นทำบุญทำทานกับท่านมาแล้วบุคคลที่เคยพบ เห็นพระอุปคุตเขาจะบอกรูปร่างลักษณะอันเดียวกันหมดเหมือนในตำนานกล่าวไว้ ทุกอย่าง ถ้าหากเราไม่มีบุญวาสนาแม้ว่าพบกับตัวท่านเองก็ไม่อยากทำบุญกับท่านเพราะว่า ตัวท่านไม่น่าศรัทธาเราไม่รู้ว่าเป็นพระอุปคุตรูปร่างลักษณะตัวของท่านมีดัง นี้ (1) ตัวไม่สูงไม่ต่ำเกิน สีเนื้อดำแดง (2) ตัวท้วม ผมยาวประมาณ 2 เดือน หน้าตากลม ใบหน้าขรุขระ (3) จีวรเก่าสีกลัก เจอคนที่มีบุญชอบขอกินข้าวหรือขนม คนอื่นเห็นลักษณะคล้ายไม่เต็มบาท เท่าที่คนเคยพบเห็นมาในรูปไม่อุ้มบาตร ขอกินธรรมดา ปัจจุบันชาวพุทธทั้งหลายยังเชื่อถือกันว่าพระอุปคุตยังมีชีวิตโปรดสัตว์อยู่ ยังไม่นิพพาน ท่านมีลูกศิษย์อีก 3 องค์ แต่มิได้อยู่ที่คนเดียวกัน อยู่คนละที่ รวมกับท่านเป็น 4 องค์ อยู่ในพระวิหารทองคำใต้น้ำมหาสมุทร ในตำนานกล่าวว่าพระอุปคุตจะรอนิพพานพร้อมกับพระศรีอริยเมตไตยในอนาคตซึ่ง เป็นองค์สุดท้ายในจำนวน 5 พระองค์ (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน 2546 : 1-28)

พระอุปคุตท่านเป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มีอานุภาพและวาจาศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงมีความสามารถอยู่ใต้น้ำและบนบกทั้ง 2 อย่าง เพราะโยมแม่ของท่านเป็นตระกูลอยู่ในน้ำเป็นลูกนางปลา การแสดงฤทธิ์ระหว่างพระอุปคุตและพระเจ้าอโศกมหาราช วันหนึ่งพระเจ้าอโศกอยากลองดี ได้ปล่อยช้างตกมันเชือกหนึ่งเพื่อที่จะให้ไปทำร้ายพระอุปคุตที่กำลังอยู่ใน ระหว่างการเดินทางบิณฑบาต แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เมื่อช้างตกมันไปถึงใกล้ตัวพระอุปคุตช้างกลับกลายเป็นก้อนหินพระอุปคุตก็ เดินผ่านไปได้สะดวกโดยมิถูกทำร้ายแต่ประการใด (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน 2546 : 1-28)

การแสดงอิทธิฤทธิ์ของพระอุปคุตและพญามารใจบาป มีคราวหนึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้จัดงานใหญ่ในเมืองปาตรีบุตร 7 วัน 7 คืน เพื่อเป็นการฉลองใหญ่พระบรมสารีริกธาตุทั่วราชอาณาจักรชมพูทวีปได้เก็บมารวม ที่เดียวกันฉลองใหญ่ ซึ่งมีพญามารใจบาปผู้คิดจะทำลายความดีทางพุทธศาสนาอยู่ตลอดบันดาลให้ฝนตก ใหญ่มีฟ้าผ่าพายุพัดบ้านเรือนและปรัมพิธีที่จัดในงานพังหมด ทำให้งานหยุดชะงักลง ในงานนมัสการพระบรมธาตุครั้งนี้พระอุปคุตก็มาร่วมด้วย พระเจ้าอโศกมหาราชได้อาราธนาท่านช่วยปราบพญามารเพื่อให้มีความรู้สึกกลัวพระ อุปคุต อย่าให้มีใจทำลายพระพุทธศาสนาต่อไป พระอุปคุตก็ทำตามคำอาราธนาของพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านได้เรียกพญามารมาหาท่านเมื่อมาถึงแล้วพระอุปคุตได้เนรมิตหมาเน่าที่มี หนอนและกลิ่นเหม็นมากแขวนคอให้พญามารด้วยประคดเอว พญามารก็ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหวได้วิ่งไปหาพญาอินทร์ช่วยปลดออกจากคอให้ และเทวดา พระอินทร์ พระพรหม หลายองค์หันหน้าวิ่งหนีไปหมดเพราะเหม็นกลิ่นหมาเน่าไม่มีใครกล้าปลดให้ พระอินทร์จึงบอกกับพญามารว่าเธอจงไปขอขมาคารวะต่อพระอุปคุตยกโทษให้และปลด ให้เธอ พญามารก็กระทำตามคำพูดของพญาอินท์ ก่อนจะปลดหมาเน่าที่แขวนคอให้ พระอุปคุตได้อบรมสั่งสอนธรรมะทุกประการเช่น การทำลายคุณงามดีของคนอื่นนั้นเป็นบาปมาก พระอุปคุตมีข้อแม้กับเสนาพญามารว่าถ้าให้เราปลดปล่อยตัวหมาเน่าจากคอของเธอ ออกก่อนมีกฎเกณฑ์ 2 ประการ คือ (1) เธออย่าทำลายคุณงามความดีของคนอื่นอีกต่อไป (2) เธอต้องเนรมิตรูปองค์จริงของพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกที่ปรินิพานไปแล้วมา แสดงให้พวกเราได้ชมได้เห็นให้ครบเพราะว่าเรายุคนี้พวกเราเกิดมาไม่ทันพระ พุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย เช่นปางตรัสรู้ แสดงธรรมจักรโปรดปัญจวัคคี 5 ปางออกบิณฑบาตกับพระอรหันต์ทั้งหลายปางปรินิพาน รูปสารีบุตร โมคคาลานะ พระมหากัสปะ พระสีวลี องค์อรหันต์สมัยพุทธกาลที่สำคัญทั้งหมด เมื่อพญามารได้ฟังคำพูดของพระอุปคุตเถระเจ้าแล้ว ได้รับปากตกลงตามความประสงค์ของท่านดังกล่าว แต่พญามารมีคำขอร้องข้อแม้กับพระอุปคุตว่าเมื่อพญามารแสดงรูปแปลงกายเป็น องค์จริงของพระพุทธเจ้าและพระสาวกขึ้นมาแสดงห้ามพระอุปคุตและคณะสงฆ์ยกมือ ไหว้เป็นอันขาด พญามารพูดแล้วเดี๋ยวเดียวได้แปลงร่างเนรมิตเป็นพระพุทธเจ้าพร้อมพระสารีบุตร พระโมคคาลานะ พร้อมพระอรหันต์เป็นร้อยๆ องค์เดินบิณฑบาตบนอากาศเป็นแถวเหมือนสมัยพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่นั้นเอง พร้อมปางต่างๆ ตอนนี้พระอุปคุตและพระเจ้าอโศกมหาราชและพระสงฆ์ทั้งหลาย พร้อมประชาชนนับแสนเกิดปีติขึ้นบนอากาศ พระพุทธเจ้าที่พญามารเนรมิตก็หายไป ทั้งตัวพญามารก็กระเด็นไปถึงภูเขาพระสุเมรุ ห่างไกลจักรวาลพญามารเจ็บแสบทั้งตัวแทบตาย เลยกลับมาว่าพระอุปคุตเป็นพระสงฆ์ไม่มีศีลไม่มีสัจจะ พระอุปคุตก็ตอบว่า กูมิได้ไหว้มึง กูไหว้พระพุทธเจ้าเอง พร้อมได้อบรมให้พญามารว่าอย่าทำชั่วอีกต่อไป ในอนาคตพญามารจะมีโอกาสได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน2546 : 1-28)

สมัยหนึ่งพระอุปคุตกำลังเดินธุดงค์เพื่อโปรดสัตว์ตามคำสอนของพระพุทธองค์ ท่านเตรียมอาหารใส่บาตรไปเรียบร้อย กำลังเดินทางเข้าไปในป่าแห่งหนึ่งในประเทศอินเดียปัจจุบัน สมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่เจริญ ยังไม่มีนาฬิกาใช้ เมื่อพระสงฆ์องค์เณรฉันภัตตาหารเพลก็ดูดวงอาทิตย์เท่านั้น ถ้าเงาของตัวเราผู้ยืมตรงกันก็แสดงว่าเที่ยงวัน ในช่วงพระอุปคุตกำลังเดินทางท่านลืมดูพระอาทิตย์ว่าเที่ยงวันหรือยัง เมื่อท่านนึกได้เวลาฉันเพลของท่าน ท่านก็ปูลาดอาสนะที่โคนต้นไม้แล้วทำท่าจะฉันอาหารเพล ท่านก็แหงนหน้าขึ้นไปดูพระอาทิตย์ซึ่งเลยเที่ยงวันไปแล้วประมาณบ่ายสามโมง ครึ่งปัจจุบัน ด้วยอานุภาพอิทธิฤทธิ์ของพระอุปคุตนั้นเองดวงอาทิตย์กลับมาอยู่ที่กำลัง เที่ยงวันเวลาฉันเพลได้อยู่ นี้แหละความศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่กล่าวมานี้ (พระใบฎีกาศาสน์ สาสโน.2546 : 1-28)

จำนวนผู้เข้าชม : 8638

กลับหน้าหลัก ฐานข้อมูล